หัวข้อ : เล่มที่ ๒ แรกเผยประกายกล้า ตอนที่ ๕ อาวุธที่กระจอกที่สุด

โพสต์เมื่อ 2 ก.พ. 2555, 20:37

ตอนที่ ๕

 

อาวุธที่กระจอกที่สุด

 

ความรู้สึกนี้ประหลาดจริงๆ ถึงเท้าจะเหยียบถูกพื้น แต่ขั้นต่อไปอยู่ตรงไหนกันนะ ? ทุกครั้งที่ย่างก้าวไปข้างหน้า ต่างต้องระมัดระวังกันสุดขีด

หากมองคนทั้งสี่จากที่ไกล จะเหมือนกับว่าพวกเขากำลังลอยอยู่กลางอากาศยังไงยังงั้น

เดินไปได้ ๑๐๐ ขั้นพอดิบพอดีก็ขึ้นถึงชั้นสอง พอขึ้นถึงชั้นสองปุ๊บ สิ่งแรกที่รู้สึกคือลมร้อนที่พัดมาเป็นระลอกๆ ให้ความรู้สึกสบายจนอยากจะอ้าปากหาว

เทียบกับชั้นหนึ่งแล้ว ชั้นสองแคบกว่ากันมาก มีพื้นที่แค่ประมาณ ๑๐๐ ตารางเมตร แถมลอยค้างอยู่กลางอากาศ แต่เพราะพื้นก็เป็นสีทองเหมือนกัน ดังนั้นตอนที่มองขึ้นมาจากด้านล่าง จึงแทบจะมองไม่ออกว่ามีชั้นสองอยู่

ใจกลางพื้นห้องมีของรางวัลสำหรับทั้งสี่วางอยู่ ไข่สัตว์เลี้ยงระดับสูงสี่ใบ...

สามสาวต่างก็ถกเถียงกันว่าใครจะเอาสีอะไรดี แต่ละใบต่างก็มีสีไม่เหมือนกัน มีสีทอง สีเงิน สีแดง และสีขาว ไข่แต่ละใบต่างก็แยกวางอยู่บนภาชนะรูปร่างประหลาด หนึ่งใบต่อภาชนะหนึ่งอัน และไอร้อนอ่อนๆ ก็มาจากภาชนะพวกนี้นั่นเอง

เฉินเฟิงไม่ได้เข้าร่วมในการถกเถียงว่าจะเอาไข่สีอะไรดี เขาเอาแต่เหม่อมองไข่ตาค้าง

ไข่แต่ละใบต่างก็ใหญ่ขนาดเต็มโอบทั้งนั้น แต่เขามีเป้สำหรับใส่ของ ดังนั้นขนาดจึงไม่เป็นปัญหา เรื่องที่ต้องรักษาอุณหภูมินี่สิน่ากลุ้ม ไอ้ภาชนะฟักไข่ก็ดันถอนออกมาไม่ได้ จึงเอาไปด้วยไม่ได้

เฉินเฟิงคิดแล้วคิดอีก ก็คิดไม่ออกว่าจะขนไข่พวกนี้ไปยังไงดี เพราะเขาจำได้ว่า PM01 บอกให้รักษาอุณหภูมิเอาไว้ ไม่อย่างนั้นสัตว์เลี้ยงจะตายก่อนทันได้เกิด

สามสาวถกเถียงกันอย่างดุเดือดขึ้นทุกที เฉินเฟิงจึงนิ่งฟังอย่างประหลาดใจ แล้วแทบลมใส่

สามสาวต่างก็ไม่ได้กำลังคิดหาวิธีเอาไข่ออกไป แต่กำลังถกกันว่าตัวเองเหมาะกับไข่ใบไหน และไข่ใบไหนที่ดูเข้ากับชุดและเครื่องประดับทั้งหลายแหล่ที่ตัวเองสวมอยู่มากที่สุด ความรักสวยรักงามเป็นธรรมชาติของเพศหญิง พอได้ถกกันขึ้นมาจึงไม่จบไม่สิ้นง่ายๆ

ก่อนนี้เฉินเฟิงไม่เคยสนใจการแต่งกายของสามสาวมาก่อน มาตอนนี้พอลองสังเกตดูดีๆ ค่อยพบว่าพวกเธอใส่เครื่องประดับกันเยอะไม่ใช่เล่น โดยเฉพาะระลอกน้ำแห่งสารทม่วง มีทั้งต่างหู แหวน สร้อยคอ ผ้าพันคอครบเซ็ต ส่วนเซียวหยาวกับวิหารจันทราเทพ ถึงจะไม่ได้มีครบครันแบบนี้ แต่ก็มีอย่างน้อยหนึ่งอย่าง

โทนสีของเสื้อผ้าและเครื่องประดับของสามสาวแต่ละคนไม่เหมือนกันจริงๆ เสียด้วย ต่างหูกับผ้าพันคอใช้เป็นเครื่องประดับได้อย่างเดียว ตอนเดินเที่ยวในเมืองเริ่มต้น เฉินเฟิงเคยเห็นร้านอยู่ร้านหนึ่งที่เน้นขายแต่เครื่องประดับ จึงลองถามดูอย่างสนใจ ถึงได้ทราบว่าไอเท็มพวกนี้เป็นไอเท็มสำหรับผู้เล่นสาวๆ โดยเฉพาะ

ตอนแรกเขาหลงคิดว่ามันมีคุณสมบัติพิเศษอะไรเสียอีก แต่คำตอบของเถ้าแก่ร้านทำเอาเขาแทบลมใส่ ของในร้าน ๙๐% ขึ้นไปมีไว้ใช้เป็นเครื่องประดับเพียงอย่างเดียวเท่านั้น มีแค่แหวนกับสร้อยคอบางชิ้นที่แถมช่องใส่ไอเท็มให้สิบกว่าช่อง

ไม่ว่าจะดูยังไง คุณค่าในการใช้สอยก็น้อยนิดสุดๆ ประเด็นสำคัญคือราคามันดันแพงหูดับ

ที่เฉินเฟิงไม่เข้าใจคือ ของร้านนี้ขายดีเอามากๆ เถ้าแก่ร้านยังแนะนำสินค้าให้เขาตั้งนานสองนาน แถมบอกว่าถึงตัวเขาไม่ใช้เอง ก็เอาไว้แจกสาวๆ เป็นของขวัญก็ได้ ของพวกนี้สาวๆ ชอบมากกันทั้งนั้น

แน่ล่ะว่าเฉินเฟิงไม่มีทางยอมโง่ซื้อของพวกนี้แน่ เลยโดนเถ้าแก่ร้านว่าว่าแบบนี้มีหวังไม่มีทางจีบสาวติดแหงๆ

ใครจะไปคิดว่าถึงไม่ต้องไปจีบ ตอนนี้ข้างตัวเขาก็มีสาวๆ ตั้งหลายคนแล้ว ถึงจะไม่ได้เกี่ยวอะไรกับจีบหรือไม่จีบก็เถอะ แต่เฉินเฟิงคิดว่าเขาไม่มีทางถูกจัดอยู่ประเภทเดียวกับผู้ชายจำพวกที่ส่งของขวัญให้สาวๆ เพื่อให้พวกเธอหันมาสนใจแน่ๆ

ความจริงสาวๆ ทั้งสามคนนี้ต่างก็สวยไม่ใช่เล่นกันทั้งนั้น !

ตอนที่เพิ่งเข้ามาในเกมแล้วต้องเลือกหน้าตาตัวละครที่จะเล่น เฉินเฟิงนึกว่ามีหน้าตาแบบตายตัวที่กำหนดมาให้เลือกแค่ไม่กี่หน้าเสียอีก ตัวเขาเองก็เลือกแค่หน้าตาแบบธรรมดามาก

ก่อนนี้เฉินเฟิงเคยเล่นเกมมาหลายเกมอยู่เหมือนกัน ช่วงแรกๆ ที่เล่น เขาได้แต่ตะลึงกับความสวยของพวกผู้หญิง เพราะทุกคนเล่นสวยอภิมหาสวยชนิดคว้ามงกุฎกันทั้งนั้น แต่พออยู่ไปๆ ไม่รู้ว่าเพราะเห็นบ่อยจนชิน หรือเพราะหน้าตาเหมือนๆ กันไปหมด ที่สำคัญคือมันต่างจากความเป็นจริงมากเกินไป ทำให้ตั้งแต่เข้ามาในเกมราชาแห่งราชัน เขาก็ไม่ได้สนใจสังเกตเลยว่าสาวๆ ในเกมแต่ละคนหน้าตาเป็นอย่างไร

แต่หลังจากไปที่บอร์ดสนทนา เขาค่อยทราบว่าหน้าตาของผู้เล่นเกมราชาแห่งราชันแต่ละคนจะไม่เหมือนกันเลย แถมหน้าตาจะปรับความสวยหล่อตามหน้าตาตอนเข้ามาเล่นเกมแรกสุด ๑๕% ดังนั้นหน้าตาในเกมกับหน้าตาในโลกความจริงจะต่างกันไม่มากนัก

วิหารจันทราเทพเป็นคนสวยหวาน ถึงรูปร่างจะเล็กไปนิด แต่ก็สมดุลได้สัดส่วน เป็นผู้หญิงที่ได้เห็นแค่ครั้งเดียวก็จะไม่มีทางลืมเด็ดขาด บวกกับเสียงที่หวานใสน่าฟัง ทำให้ดูเหมือนน้องสาวคนสวยข้างบ้านอย่างไรอย่างนั้น ที่เฉินเฟิงทะเลาะกับเธออยู่เรื่อยนี่ถือว่าประหลาดมาก

เซียวหยาวพันศีรษะด้วยผ้าพันศีรษะของนินจาตลอด ทำให้มองไม่เห็นว่าหน้าตาเป็นยังไง ตัวเธอเตี้ยกว่าเฉินเฟิงเล็กน้อย แต่ก็สูงประมาณ ๑๗๐ เซนติเมตร

เนื่องจากชุดนินจาเป็นชุดแบบเข้ารูป ทำให้มองเห็นสัดส่วนได้อย่างชัดเจน แม้หุ่นของเธอจะไม่ถึงกับทำให้เลือดกำเดากระฉูด แต่ที่ควรเว้าก็เว้า ที่ควรโค้งก็โค้ง รับกันเหมาะเจาะ เรียกได้ว่าภูมิใจกับรูปร่างของตัวเองได้เลย

ระลอกน้ำแห่งสารทม่วงตัวแทบจะสูงกว่าเฉินเฟิงอยู่รอมร่อ อย่างน้อยต้องสูงกว่า ๑๗๖ เซนติเมตร และรูปร่างก็เซ็กซี่ที่สุดในบรรดาสามสาว นิสัยตรงไปตรงมาและบุคลิกท่าทีค่อนข้างห้าวคล้ายผู้ชาย ทำให้ถึงจะเพิ่งรู้จักกันไม่นาน แต่ก็เข้ากับเขาได้ดีมาก

ไม่ว่าจะได้ใครในสามสาวมาเป็นแฟน เฉินเฟิงก็พอใจทั้งนั้น แต่เขาเองไม่ค่อยสนใจเรื่องหาแฟนมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว

เฉินเฟิงส่ายหน้า แล้วหยุดความคิดเลื่อนเปื้อนไว้แค่นี้

เรื่องจะเลือกไข่สีอะไรดีนั้น เขาไม่ได้สนใจมากนัก เพราะถึงยังไงก่อนที่มันจะฟักออกมา ก็ไม่มีทางรู้อยู่แล้วว่าสัตว์เลี้ยงข้างในคือตัวอะไร แต่จะมัวเสียเวลาอยู่ตรงนี้ต่อก็ใช่ที่ ดังนั้นเขาจึงจัดแจงขัดการอภิปรายว่าด้วยรงคศาสตร์ของสามสาวด้วยการโยนปัญหาเรื่องวิธีนำไข่ออกไปให้ทั้งสามคิด สามสาวถึงค่อยรู้ตัวและเริ่มจะกลุ้มใจ เพราะการจะนำไข่ออกไปต้องรักษาอุณหภูมิให้ได้ด้วย ซึ่งคิดแล้วก็น่าปวดหัวไม่ใช่เล่น

เฉินเฟิงมองสีหน้าท่าทางกลุ้มอกกลุ้มใจของสามสาวอย่างมีความสุขและแอบสะใจนิดหน่อย ตัดสินใจว่ายังไงๆ หนนี้เขาจะไม่ยอมเป็นคนคิดหาวิธีอีกอย่างเด็ดขาด

ระหว่างนี้เฉินเฟิงก็นึกขึ้นได้ว่ากำไลสัตว์เลี้ยงของอู้คงยังไม่ได้เบิกเนตร ส่วนแส้เทพสีหราชก็ยังศึกษาไม่หมด เมื่อครู่มัวแต่พะวงเรื่องแก้ไขภาวะวิกฤติจนไม่มีเวลาจะมาศึกษา ถึงยังไงตอนนี้ก็คงหาวิธีเอาไข่ออกไปด้วยไม่ได้ไปอีกสักพัก เฉินเฟิงจึงจัดแจงนั่งแหมะลงกับพื้น แล้วเอากำไลสัตว์เลี้ยงกับแส้เทพสีหราชออกมาวิจัยซะเลย

ที่น่าประหลาดคือ บนกำไลสัตว์เลี้ยงของอู้คงไม่มีตัวอักษรประหลาดเหมือนอย่างกำไลสัตว์เลี้ยงของซวงเว่ยกับหลายฝูสลักอยู่ เขาเอาไอเท็มแว่นขยายมาส่องหาอยู่เป็นนานก็ยังหาไม่พบ

บางทีอาจเป็นเพราะระดับของอู้คงสูงกว่าเขามาก เลยปลดผนึกไม่ได้ล่ะมั้ง ?

เฉินเฟิงพลิกกำไลกลับไปกลับมาอยู่หลายสิบรอบ ก็ไม่เห็นอะไรผิดปกติ สุดท้ายได้แต่ยอมแพ้ รอจนระดับของเขาสูงกว่านี้หน่อยแล้วค่อยมาศึกษาดูอีกทีก็แล้วกัน เพราะถึงยังไงระดับของอู้คงในตอนนี้ บวกกับอานุภาพของกระบองห่วงทองสมปรารถนา ต่อให้ไม่มีทักษะพิเศษอะไรก็โคตรจะแข็งแกร่งอยู่แล้ว

ส่วนแส้เทพสีหราช แค่แวบแรกที่ได้เห็นตัวอักษรตวัดงดงามอาจหาญดั่งหงส์มังกรโลดทะยานที่สลักอยู่บนด้ามแส้ เฉินเฟิงก็รู้สึกทันทีว่าแส้นี้ต้องแข็งแกร่งมากแน่ๆ บวกกับคุณสมบัติยืดหดได้ดังใจนึก ทำให้เวลาใช้สามารถตวัดได้คล่องแคล่วจนเหมือนกับแขนของเขายืดยาวออกไปได้หลายเท่าอย่างไรอย่างนั้น ใช้คล่องเสียจนเพลินวางไม่ลงเลยทีเดียว

แต่หลังจากปลดผนึก ทำเอาเฉินเฟิงตาแทบถลน จ้องข้อความที่ระบบโชว์ให้ดูอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา

แส้เทพสีหราชอหังการ์ของพญาสีหราช อาวุธประเภทแส้ชนิดพิเศษ พลังโจมตี ๑ จุด ความยาวรวม ๑๘ ฟุต คุณสมบัติเสริม สามารถใช้ความคิดบังคับให้ยืดหดได้ , เพิ่มประสิทธิภาพของทักษะข่มขวัญและสื่อสารเป็นสองเท่า ผู้ครอบครองเฉินเฟิง เป็นไอเท็มที่ไม่สามารถขายโอนให้คนอื่นได้

อาวุธสุดยอดเจ๋งขนาดนี้ดันมีพลังโจมตีแค่ ๑ เนี่ยนะ ? แบบนี้กระทั่งกระต่ายสักตัวยังต้องหวดตั้ง ๓๐ กว่าทีกว่ามันจะตาย !

คิดดูสิว่ากระทั่งดาบสั้นที่ระบบแจกให้ผู้เล่นมือใหม่ในตอนแรกเริ่ม ยังมีพลังโจมตีตั้ง ๕ จุดเลย หรือกระทั่งหมัดลุ่นๆ ที่ไม่ต้องมีทักษะพิเศษอะไร ก็ยังมีพลังโจมตีตั้ง ๗ - ๘ จุด แล้วอาวุธที่มีพลังโจมตีแค่ ๑ มันจะไปต่างอะไรกับเศษขยะเล่า ?

ความจริงที่ได้ประจักษ์นี้ทำเอาเฉินเฟิงรับไม่ได้สุดๆ แล้วมันดันเป็นเหมือนกำไลสัตว์เลี้ยงของอู้คงเสียด้วย นั่นคือไม่ว่าจะพลิกหายังไง ก็ไม่พบอะไรผิดสังเกตเลยสักนิด

แล้วเฉินเฟิงก็ถือแส้เทพสีหราชนั่งเหม่ออยู่แบบนี้ จนกระทั่งเซียวหยาวส่งเสียงร้องเรียกไปหลายสิบรอบ ก็ยังไร้ปฏิกิริยาตอบรับ ระลอกน้ำแห่งสารทม่วงทนดูไม่ไหว เลยเข้ามาแจกมะเหงกให้เฉินเฟิงไปหนึ่งที

“โป๊ก !”

“โอ๊ย ! เจ็บ !” เฉินเฟิงร้องลั่นพลางเอามือกุมศีรษะ สติที่หลุดลอยกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว

เซียวหยาวพยายามกลั้นยิ้มพลางถามว่า

“ท่านปรมาจารย์นักปลดผนึกเฉินเฟิง วิจัยเสร็จหรือยังเจ้าคะ ? เห็นทุกทีนายเจ้าแผนการนักนี่ แล้วตอนนี้จะเอายังไงกันดี ?”

เฉินเฟิงลูบศีรษะป้อยๆ พลางขมวดคิ้วมุ่น

“พวกเธอมาถามผมแล้วผมจะไปถามใครล่ะ ? ถ้ารู้ว่าต้องทำยังไง ผมก็บอกพวกเธอไปนานแล้ว จะมาบอกให้พวกเธอช่วยกันคิดไปทำไม ?”

วิหารจันทราเทพชี้ไปที่เป้เขี้ยวเหล็กไหลจัมโบ้ของเฉินเฟิง

“กระเป๋าสารพัดนึกของเธอมีไอเท็มตั้งเยอะแยะ ไม่มีชิ้นไหนใช้รักษาอุณหภูมิได้เลยหรือ ?”

เฉินเฟิงผลักเป้เขี้ยวเหล็กไหลจัมโบ้มาข้างหน้า แล้วหยิบกล่องคงความสดสำหรับใส่สมุนไพรออกมา

“ไอเท็มที่ใช้รักษาอุณหภูมิน่ะมีเยอะแยะ แต่ไม่มีชิ้นไหนใช้ได้เลยสักชิ้น ชิ้นนี้ใช้เก็บสมุนไพร สามารถคงอุณหภูมิที่ ๗ องศาตลอดเวลา รับรองว่าสามารถรักษาความสดได้อย่างแน่นอน”

แล้วหยิบกาน้ำรักษาอุณหภูมิออกมา

“ชิ้นนี้ใช้สำหรับใส่น้ำแร่ น้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มร้อนๆ เดิมน้ำที่ใส่มีอุณหภูมิเท่าไหร่ ก็จะคงอุณหภูมินั้นตลอด แต่ในคู่มือบอกว่าใส่ได้แต่ของเหลวเท่านั้น”

เฉินเฟิงหยิบถุงนอนออกมาเป็นชิ้นต่อไป

“นี่คือถุงนอนที่ใช้สำหรับนอนค้างคืนเวลาไปตั้งแคมป์โดยเฉพาะ ผมลองใช้ดูหลายครั้งแล้ว ช่วยรักษาความอบอุ่นได้ไม่เลวทีเดียว” จากนั้นแบมือทั้งสองข้าง “ก็ประมาณนี้แหละ นอกนั้นก็มีพวกที่ใช้สร้างอุณหภูมิ พวกเธออยากจะดูไหมล่ะ ? อย่างคบไฟงี้ เครื่องสร้างน้ำแข็งงี้ เตาสำหรับปิ้งงี้...”

ระลอกน้ำฯรีบเบรคเฉินเฟิงไม่ให้ร่ายต่อ แล้วสามสาวก็หันไปมองไข่ของสัตว์เลี้ยงระดับสูงอย่างผิดหวัง

นี่มันรางวัลประสาอะไรกัน ! เอาไปไม่ได้มันจะไปต่างอะไรกับไม่มีเล่า ? พวกเจ้าหน้าที่ดูแลเกมนี่ไม่จริงใจเอาซะเลย !

พอเห็นไม่มีลูกคู่ เฉินเฟิงจึงเก็บไอเท็มใส่เป้อย่างเซ็งๆ แต่แล้วฉับพลันนั้นประกายบางอย่างก็จุดวาบขึ้นในสมอง

ตอนอยู่บนยอดเขาไทแทน เขาเอาขนนกมาด้วยเยอะมาก ดูเหมือนจะเคยรู้มาว่าระหว่างที่พ่อแม่นกกกไข่ พวกมันจะสะสมขนจำนวนมากเอาไว้ในรัง เพื่อว่าเวลาที่พวกมันออกไปหาอาหารนานๆ ไข่จะได้ไม่สูญเสียความอบอุ่นจนฝ่อไป

ถึงเขาจะไม่มีรังนก แต่ก็สร้างขึ้นมาได้นี่นะ !

เฉินเฟิงเปิดถุงนอน แล้วยัดขนนกเข้าไป สามสาวเห็นอยู่ดีๆ เฉินเฟิงก็ลุกขึ้นมาขมีขมันยัดขนนกใส่ถุงนอน ต่างก็สงสัยว่าเส้นประสาทเส้นไหนของเขาเกิดผิดปกติขึ้นมาอีกแล้วล่ะนี่ ? แต่พอเห็นเฉินเฟิงเริ่มเดินไปเลือกไข่ ถึงค่อยรู้ว่าเขาทำรังนกประดิษฐ์นั่นเอง

พอลองคิดดู วิธีนี้ก็น่าจะใช้ได้จริงๆ แต่สามสาวดันไม่มีถุงนอนกันเลยสักคน จึงต่างร้อนใจไปตามๆ กัน PM01 บอกว่าวิหารมังกรเงินจะปรากฏขึ้นตามแต่โอกาสเท่านั้น ถ้าจากไปแล้ว โอกาสที่จะหาเจออีกครั้งนั้นน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย ที่นี่ก็ดันไม่มีร้านขายไอเท็มให้ซื้อถุงนอนเสียด้วย แล้วพวกเธอจะนำไข่กลับไปด้วยยังไงดี ?

เฉินเฟิงเดินวนไปวนมาที่หน้าไข่ทั้งสี่ใบ เริ่มรู้สึกลำบากใจว่าจะเลือกใบไหนดี พร้อมกันนั้นก็นึกประหลาดใจว่าทำไมสามสาวจอมโวยวายถึงไม่ยักมาห้ามไม่ให้เขาเลือกไข่หว่า ?

พอหันกลับไปดู ปรากฏว่าทั้งสามต่างก็กำลังคุ้ยกระเป๋าใส่ไอเท็มของตัวเอง ท่าทางคงกำลังหาไอเท็มที่จะใช้ใส่ไข่พวกนี้ได้ล่ะมั้ง !

กระเป๋าเก็บไอเท็มของวิหารจันทราเทพมีแต่กระเป๋าคาดเอวที่ทางระบบแจกให้มือใหม่ฟรีๆ มีช่องใส่ไอเท็มแค่ ๕๐ หน่วย ซึ่งก็ใช้ใส่ยาฟื้นพลังเสียส่วนใหญ่ จะว่าไปก็ยัดไอเท็มประหลาดพิสดารอื่นๆ ไม่ลงแล้วจริงๆ นั่นแหละ

ระลอกน้ำฯเองก็ดีไปกว่ากันไม่เท่าไหร่ เพราะตอนที่มาเจอกับทุกคน เครื่องป้องกันของเธอแทบจะพังหมดแล้ว เหลือแต่กระเป๋าคาดเอวกับแหวนที่มีช่องใส่ไอเท็มแค่ไม่ถึง ๑๐๐ หน่วยเท่านั้น แถมเธอยังใช้ใส่เครื่องประดับซะเกือบครึ่ง

หลังจากคุ้ยหาอยู่พักใหญ่อย่างไร้ผล สองสาวต่างก็หันไปดูเซียวหยาว

เซียวหยาวมีเป้ขนาดเล็กใบหนึ่งเหมือนกัน แน่ละว่าไม่ได้จุมากเท่าเป้เขี้ยวเหล็กไหลจัมโบ้ แต่ช่องใส่ไอเท็ม ๑,๐๐๐ ช่องก็ไม่ถือว่าน้อยแล้ว เลยพลอยมีไอเท็มพิลึกๆ มากกว่าสองสาวอยู่หน่อย

น่าเสียดายที่ไม่ทราบเป็นเพราะความชอบส่วนตัว หรือไม่ชินกับการใช้คลังเก็บไอเท็ม ทำให้ในเป้ของเซียวหยาวใส่ก้อนอัญมณีเสียกว่าครึ่ง พอตัดเครื่องประดับกับยาฟื้นพลังออกไปแล้ว ก็ไม่เหลือไอเท็มที่ใช้ใส่ของได้เลยสักชิ้นเดียว

แน่นอนล่ะว่าหลังจากสามสาวต่างประสบความล้มเหลวในการหาไอเท็มที่ใช้ประโยชน์ได้แล้ว ก็พากันเบนเข็มมาฝากความหวังไว้กับเฉินเฟิงทันควัน

เฉินเฟิงเห็นสีหน้าของสามสาวแล้วอยากจะหัวเราะก๊าก ปกติสามสาวทำอะไรโคตรจะไม่เกรงใจเขาเลย พอตอนนี้ต้องมาขอร้องเขา เลยพูดไม่ออกกันซะแล้ว เขาจึงแกล้งถามเสียงซื่อโดยทำเป็นไม่เข้าใจจุดประสงค์ของพวกเธอว่า

“เห็นเมื่อกี้พวกเธอเลือกกันอยู่ตั้งนาน แล้วเลือกได้หรือยังว่าใครจะเอาใบไหน ?”

สามสาวต่างนิ่งอึ้ง เห็นอยู่ชัดๆ ว่าเฉินเฟิงแกล้งโง่ แต่เวลานี้จะทำกระฟัดกระเฟียดใส่เขาก็ไม่ได้เสียด้วย หลังจากสุมศีรษะหารือกันอยู่พักหนึ่ง ก็ส่งเซียวหยาวเป็นตัวแทนพูดขึ้นว่า

“นายเป็นหัวหน้ากลุ่มนี่ ก็ต้องให้นายเป็นคนตัดสินใจอยู่แล้วล่ะว่าจะให้ใครได้ใบไหน พวกเราทุกคนจะเชื่อฟังนาย !”

อยู่ดีๆ ก็มาเกรงอกเกรงใจกันขนาดนี้ ต้องมีแผนแน่ๆ ! เฉินเฟิงดูรอยยิ้มไม่จริงใจของสามสาว เขายังไม่โง่ถึงขนาดมองไม่ออกหรอกน่า ! แล้วฉวยโอกาสแก้แค้นโดยพูดว่า

“ให้ผมเป็นคนตัดสินใจจริงๆ น่ะ ? เมื่อกี้พวกเธอยังเถียงกันเรื่องสีโน้นสีนี้อยู่เลยไม่ใช่เหรอ ทำไมอยู่ๆ เรื่องสีถึงไม่สำคัญซะแล้วล่ะ ? ผมไม่กล้าตัดสินใจแทนพวกเธอหรอกนะ ไม่งั้นเกิดทัศนคติด้านความงามสุดเห่ยของผมไปทำให้สีมันไม่เข้ากับเสื้อผ้าของพวกเธอล่ะก็ ผมผิดหนักเลยนะ ไม่ต้องเกรงใจหรอกน่า รอจนพวกเธอเลือกกันเสร็จแล้ว ผมค่อยเอาใบที่เหลือก็ได้”

รอยยิ้มของสามสาวกร่อยไปในทันที เดิมทั้งสามปรึกษากันว่า ให้เฉินเฟิงเป็นคนแบ่งไข่ จากนั้นจะอ้างเรื่องที่เขาเป็นหัวหน้ากลุ่มให้เขาคิดหาวิธีช่วยพวกเธอนำไข่กลับไป แต่ตอนนี้เฉินเฟิงไม่ยอมเป็นคนแบ่งไข่ เลยไม่มีข้ออ้างจะไปขอให้เขาช่วยคิดหาวิธีให้เสียแล้ว

ในเมื่อหลอกไม่สำเร็จ แถมจะบังคับกันก็ไม่ได้เสียด้วย วิหารจันทราเทพจึงตัดสินใจใช้ท่าไม้ตายพิฆาตของสาวงาม “ออดอ้อน” ทำเสียงอ่อนเสียงหวานอ้อนว่า

“แหม ! พี่เฉินเฟิงขา ฉันรู้นะว่าพี่น่ะใจดีออกจะตาย ถึงสีมันจะสำคัญ แต่ถ้าเอาไปด้วยไม่ได้ มันก็ไม่มีประโยชน์นี่คะ พี่แก้ปัญหาของพี่ได้แล้ว แต่พวกเรายังแก้ปัญหาไม่ได้เลยนะ หรือพี่ใจร้ายพอจะคิดทิ้งให้พวกเราอยู่เฝ้าที่นี่จนไข่พวกนี้มันฟักออกมากันล่ะคะ ?”

พอเห็นเฉินเฟิงถูกวิหารจันทราเทพอ้อนแล้วทำท่าเหมือนจะละลายไปถึงกระดูก เซียวหยาวกับระลอกน้ำฯก็รีบเลียนแบบเพื่อนทันที แต่ระลอกน้ำฯอ้อนได้ดูขัดตาพิลึก เพราะปกติรอบตัวเธอมีแต่พวกผู้ชายห้าวๆ พูดจามึงมาพาโวยทั้งนั้น ไม่เคยต้องให้เธอไปพูดอ้อนเลยสักหน แต่เพื่อไข่ของสัตว์เลี้ยงระดับสูง เธอเลยได้แต่ยอมกล้ำกลืนฝืนพูดอ้อนสักครั้ง

เฉินเฟิงโดนไม้ตายออดอ้อนของสามสาวเข้าให้ก็จนแต้ม คิดแผนแก้ทางไม่ออกสักแผนเดียว จนกระทั่งเขายอมพูดว่ามีวิธีช่วยพวกเธอขนไข่ออกไปได้ สามสาวค่อยยอมกลับมาทำตัวเหมือนปกติ

แน่ล่ะว่าเฉินเฟิงไม่ได้พกถุงนอนมาหลายถุงแต่อย่างใด วิธีการของเขาคือ ใช้กระโจมที่มีคุณสมบัติในการรักษาอุณหภูมิเหมือนกัน เขาจัดการยัดขนนกใส่เข้าไปในกระโจมจนเต็มเหมือนที่ยัดใส่ถุงนอนเมื่อครู่ ก็จะกลายเป็นรังนกขนาดมหึมา แบบนี้ก็สามารถใส่ไข่เข้าไป ๓ ใบได้ละ

หลังจากนั้นทั้งสี่ก็ปรึกษากัน แล้วให้ระลอกน้ำแห่งสารทม่วงเอาไข่สีทองไป เซียวหยาวเลือกไข่สีเงิน ส่วนวิหารจันทราเทพที่อยากจะเล่นอาชีพนักบวชมาแต่แรกอุ้มไข่สีขาวสะอาดบริสุทธิ์ไปอย่างไม่เกรงอกเกรงใจ ไข่สีแดงใบสุดท้ายที่ไม่มีใครเอาค่อยตกเป็นของเฉินเฟิง

หลังจากแก้ปัญหาได้แล้ว ทั้งสี่ก็เดินเล่นชมวิหารมังกรเงินที่อยู่กลางอากาศนี้ จนกระทั่งไม่พบอะไรใหม่ๆ แล้ว ค่อยเตรียมตัวกลับกัน

แต่ปัญหาได้มาเยือนอีกครั้ง พอกลับไปที่โพรงซึ่งใช้เป็นทางขึ้นมา ก็พบว่าพวกสไลม์ยังอยู่ที่เดิม ไม่ได้แยกย้ายกระจายหายไป แถมเนื่องจากพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว ในถ้ำจึงไม่เหลือกระทั่งพื้นที่ให้หยั่งเท้า ทั้งสี่กับม้าสองตัว สุนัขหนึ่งตัว และลิงอีกหนึ่งตัวจึงตั้งแคมป์นอนค้างคืนกันที่ปากโพรงของถ้ำนั่นเอง

วุ่นวายมากว่าครึ่งวัน ได้เวลาที่ควรจะพักผ่อนเสียที เนื่องจากเหลือกระโจมอยู่แค่ ๒ หลัง สามสาวจึงได้แต่เบียดกันนอนอยู่ในกระโจมหลังหนึ่ง แต่ก่อนนอนยังไม่วายสั่งเฉินเฟิงไว้ว่า พรุ่งนี้ต้องหาทางกลับลงไปในถ้ำให้ได้ ไม่อย่างนั้นพรุ่งนี้เขาจะไม่มีอาหารให้กินกับกระโจมให้นอน !

เช้าวันรุ่งขึ้น ฟ้ายังไม่ทันสาง เฉินเฟิงก็ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยข้อความจากเลเอทท์

เลเอทท์ คือชื่อในฐานะผู้เล่นเกมของ ฮาร์ท ผู้ดูแลคลังเก็บไอเท็มในเมืองเริ่มต้น

เลเอทท์ถามถึงตำแหน่งของเฉินเฟิง เนื่องจากตอนที่เฉินเฟิงยังอยู่บนเกาะเริ่มต้น ทั้งสองได้นัดหมายกันว่า พอเลเอทท์ออนไลน์แล้ว เฉินเฟิงจะขายดาบสั้นเล่มหนึ่งให้เขา

แต่ที่ที่เฉินเฟิงอยู่ในตอนนี้ เลเอทท์ไม่มีทางมาถึงได้ หลังจากเฉินเฟิงอธิบายสภาพถูกกักขังของตัวเองในตอนนี้ให้เลเอทท์ทราบ ทั้งสองก็ได้แต่ตกลงกันว่า รอจนเฉินเฟิงพ้นจากสภาพถูกกักแล้ว ทั้งสองค่อยนัดเจอกันใหม่ที่ท่าเรือเซียงห่าย

 

เนื่องจากเวลาในเกม “ราชาแห่งราชัน” เป็น ๑/๖ ของเวลาในโลกความจริง ดังนั้นตั้งแต่เขารวมกลุ่มกับเซียวหยาวและวิหารจันทราเทพเป็นต้นมา ถึงจะยุ่งอยู่กับการทำโน่นทำนี่ไม่ได้หยุดมาหลายวันติดต่อกัน แต่พอเทียบกับเวลาในโลกความจริงแล้ว เวลาเพิ่งจะผ่านไปแค่ครึ่งวันกว่านิดๆ เท่านั้น ! เมื่อบวกกับที่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ในคืนที่ผ่านมา ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาหลายวันก็ได้รับการชดเชยจนหายไปหมด

เฉินเฟิงเรียนจบทางด้านเครื่องจักรกล ตอนสอบเอาวุฒิช่างกลก็ออกสอบกระทั่งพวกแผนภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้า น่าเสียดายที่มีอัตราแข่งขันในตลาดสูง หลายปีมานี้บรรดาบริษัทผลิตเครื่องจักรบริษัทใหญ่ๆ จึงพากันย้ายไปตั้งอยู่ในต่างประเทศ ทำเอาใบประกาศนียบัตรเครื่องจักรกลที่ถือกันว่าเป็นชามข้าวเหล็ก[1]กลายเป็นแค่เศษกระดาษไปในพริบตา

ที่เขาตกงานก็เพราะบริษัทจะย้ายไปตั้งในต่างประเทศ จึงทำการปลดพนักงานทั้งบริษัทออก นั่นคือไม่ได้เกี่ยวข้องกับความสามารถของเขาแต่อย่างใด เพียงแต่หลังจากผ่านการเกณฑ์ทหารแล้ว เขาก็ทำงานอยู่ในบริษัทแห่งนี้แห่งเดียวมาโดยตลอด การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันจึงทำให้เฉินเฟิงรู้สึกท้อแท้ไปพักใหญ่

เนื่องจากไม่ได้อ่านคู่มือมาก่อนล่วงหน้า ทำให้เฉินเฟิงจ่ายเงินทั้งหมดที่มีไปจนเกลี้ยงในตอนจะลงทะเบียนยืนยันตัวเอง ถึงจะได้ไอเท็มสารพัดอย่างมากองพะเนิน แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีประโยชน์อะไร ?

เขาซื้อม้ามาหนึ่งตัวตามคำแนะนำของฮาร์ท ก็ดันถูกพวกผู้เล่นที่เป็นสมาชิกระดับสูงของสมาคมอาชีพเข้าใจผิด ทำเอาไปสมัครเข้าสมาคมไหนก็ไม่ได้ทั้งนั้น สุดท้ายเลยได้แต่เดินในเส้นทางที่แตกต่างไปจากผู้เล่นส่วนใหญ่

หากเฉินเฟิงที่ได้แต่ลองคลำหาทางแบบเปะปะเพียงลำพังไม่มีความคิดทดลองโน่นนี่ไปเสียทุกอย่าง เขาจะมีปัญญาค้นพบทักษะสารพัดอย่างตั้งมากมายขนาดนี้หรือ ? ถ้าเขาไม่ใจกว้างยินดีแบ่งปันสิ่งที่ได้รู้เห็นกับทุกคน เขาจะมีเพื่อนมากมายขนาดนี้ภายในเวลาอันสั้นได้หรือ ? ถ้าเขาไม่รู้จักคิดไตร่ตรองปัญหาอย่างละเอียดรอบคอบ และมีปฏิกิริยาเฉียบไวในการพลิกแพลงตามสถานการณ์ เขาจะสามารถคลี่คลายภารกิจลับได้อย่างราบรื่นแบบนี้หรือ ?

แค่มีโชคอย่างเดียวน่ะไม่พอหรอก ! แถมถ้าจะกล่าวอย่างจริงจังแล้ว เฉินเฟิงโชคร้ายกว่าใครๆ เสียด้วยซ้ำ วิกฤติการณ์และโอกาสก็เหมือนเหรียญเดียวกันที่มีสองด้าน หากกุมโอกาสเอาไว้ได้ก็จะสามารถคลี่คลายวิกฤติการณ์ได้ ถ้าพลาดโอกาสนั้นไป ก็ต้องประสบกับวิกฤติการณ์เข้าเต็มๆ

เฉินเฟิงที่ตาสว่างนอนต่อไม่หลับเสียแล้วเริ่มคิดหาทางหนีออกไปจากที่นี่

ย้อนนึกถึงที่ PM01 บอกมา ๓ ข้อ ในจำนวนนั้น ประการที่สอง มาทางไหน ก็กลับไปทางนั้น เคล็ดลับอย่างเดียวกันนั่นแหละ ทำให้เฉินเฟิงรู้สึกสงสัย

ทั้งสี่ขึ้นมาทางโพรงเหนือถ้ำ แน่นอนว่ามีแต่ต้องออกไปทางโพรงนี้เช่นกัน แต่ทำไมถึงต้องเน้นว่าเคล็ดลับอย่างเดียวกันด้วยล่ะ ? แสดงว่าเขาต้องพลาดเคล็ดลับอะไรสักอย่างไปแน่ๆ ถึงต้องมาติดแหง็กจะไปหน้าก็ไม่ได้ จะถอยหลังก็ไม่ได้อยู่ตรงนี้

ทั้งสี่เดินสำรวจจนทั่ววิหารมังกรเงินและบริเวณรอบๆ แล้ว ไม่พบเส้นทางอื่นที่จะผละไปได้เลยสักทางเดียว และไม่มีอะไรที่แปลกจนผิดสังเกตเลยสักอย่างเดียว

คิดย้อนขึ้นไปอีก ที่ทั้งสี่ต้องปีนขึ้นมาบนโพรงนี้ ก็เพราะถูกพวกสไลม์ล้อมโจมตี ทั้งสู้ไม่ได้และไม่มีทางหนี สุดท้ายถึงได้ลองเสี่ยงหนีขึ้นมาทางนี้

ทำไมถึงมีสไลม์จำนวนมากขนาดนี้โผล่มาได้ ?

ระลอกน้ำแห่งสารทม่วงเป็นคนบอกเองว่า ก่อนนี้เธอไม่เคยเจอสไลม์พวกนี้มาก่อน อย่างนั้นความแตกต่างต้องอยู่ที่หลังจากทั้งสี่มาถึงถ้ำสามคูหาสุดบูรพานี่แล้ว พวกเขาได้ทำในสิ่งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีใครทำมาก่อน

เฉินเฟิงค่อยๆ ทบทวนหาเหตุผลไปทีละก้าวๆ ในที่สุดเขาก็รู้แล้วว่าเคล็ดลับคืออะไร !

คบไฟ ยังมีสมุดบันทึกที่เขาใช้อีเตอร์ขุดออกมา

ปกติคนทั่วไปจะไม่พกคบไฟติดตัว และถ้าไม่พกคบไฟติดตัว ก็ไม่มีทางหาสมุดบันทึกเล่มนั้นพบ

เมื่อคิดออกว่าเคล็ดลับคืออะไร เฉินเฟิงก็รีบคุ้ยหาสมุดบันทึกที่ถูกลืมไปแล้วทันที เพราะเชื่อว่าเคล็ดลับต้องอยู่ในบันทึกเล่มนี้แน่

“ก่อนอื่น ต้องทำให้สไลม์อย่างน้อยสิบกว่าตัวได้รับบาดเจ็บ แล้วค่อยใช้เครื่องยิงยิงระเบิดแสงอัคคี

“โปรดระวังให้ดี ระเบิดแสงอัคคีรวมกับของเหลวที่สไลม์ปล่อยออกมาจะก่อให้เกิดอานุภาพร้ายแรงมาก ผู้ใช้ต้องรักษาระยะห่างอย่างน้อย ๓๐๐ เมตร”

เฉินเฟิงพลิกอ่านจนเหลืออีกไม่กี่หน้าก็จะหมดเล่ม กว่าจะพบวิธีปราบพวกสไลม์

 

“ตูม !”

เสียงกึกก้องกัมปนาทสะเทือนเลื่อนลั่นดังติดต่อกันยาวนานเกือบสองนาที ทำเอาพวกเซียวหยาวทั้งสามตาลีตาเหลือกพรวดพราดออกมาจากกระโจม แล้วได้เห็นเทพมังกรเจ็ดสีเหาะพุ่งลงมาจากฟากฟ้า

ถัดจากพญาครุฑบนยอดเขาไทแทน ดันมาเจอสัตว์อสูรที่ออกแบบอย่างโคตรจะโรคจิตอีกตัวเข้าให้แล้ว...

มังกรตนนี้มีความยาวอย่างน้อย ๕๐ เมตร หน้าตาเป็นแบบเทพมังกรในตำนานของจีนโบราณ มีเขาดุจเขากวาง มีหูดั่งหูโค นัยน์ตากลมโตดั่งเปล่งแสงสุกใสเช่นนัยน์ตาเถาะ และดั่งโชนแสงกล้าเช่นนัยน์ตาขาล จมูกเช่นจมูกสิงห์เหยียดผงาด ปากเช่นปากลาแสยะอ้า ซี่ฟันเรียงรายดั่งฟันม้า เขี้ยวสีโรหิต[2]โง้งงอน ลำตัวอสรพิษยาวคดเคี้ยว หางเช่นมัจฉาส่ายสะบัด หนวดเคราพลิ้วพัดตามแรงลม เกล็ดครีบสะท้อนแสงสัตตรงค์[3] เท้าคฤธร[4]ใหญ่กำยำ กรงเล็บอินทรีคมกริบทรงพลัง...

เทพมังกรเจ็ดสีแยกเขี้ยวกางเล็บ สำแดงเดชาอย่างน่าเกรงขาม ใบหน้าเช่นเทพเจ้าที่ไม่อาจล่วงละเมิดทำให้มนุษย์เกิดความยำเกรงขึ้นมาอย่างฉับพลัน เทพมังกรตนนี้แตกต่างจากมังกรเงินในวิหารมังกรเงิน เพราะเทียบกันแล้ว มังกรเงินจะคล้ายกับมังกรในตำนานโบราณของชาวตะวันตกที่เป็นศัตรูสำคัญของบรรดาอัศวิน เป็นมังกรที่หน้าตาเหมือนทีเร็กซ์[5]ในภาพยนตร์เรื่องจูราสสิคพาร์ค[6]ที่มีปีกแผ่นหนังแบบปีกค้างคาวงอกออกมามากกว่า

ถึงจะดูน่าเกรงขามและน่ากลัวขนาดไหน แต่เป้าหมายที่มันไล่ฆ่าคือเฉินเฟิง วิหารจันทราเทพหยิบหน้าไม้ออกมาทันควันโดยที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าเกิดอะไรขึ้น

เห็นเทพมังกรเจ็ดสีอ้าพ่นลำแสงสีดำออกมา เป้าหมายที่แสงสีดำพุ่งเข้าหา ก็คือตัวเฉินเฟิงที่กำลังขี่ซวงเว่ยหนีสุดชีวิตนั่นเอง



[1] ชามข้าวเหล็ก หมายถึง อาชีพที่ไม่มีทางถูกไล่ออก หรือตกงาน เช่น ข้าราชการ

[2] โรหิต แปลว่า สีแดง สีเลือด ความหมายเดียวกับ โลหิต

[3] สัตตรงค์ แปลว่า เจ็ดสี ; สัตตะ แปลว่า เจ็ด , รงค์ แปลว่าสี

[4] คฤธร แปลว่า นกแร้ง

[5] ทีเร็กซ์ (T-rex) หรือ ไทรันโนซอรัส เร็กซ์ (Tyrannosaurus rex) เป็นไดโนเสาร์พันธุ์กินเนื้อที่ได้ชื่อว่าดุร้ายที่สุด มีความยาวประมาณ 48 ฟุต สูงประมาณ 20 ฟุต

[6] จูราสสิคพาร์ค (Jurassic Park) หรือชื่อภาษาไทยว่า “กำเนิดใหม่ไดโนเสาร์” เป็นนิยายที่เขียนโดย Michael Crichton ออกตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2534 ต่อมาถูกนำมาถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์โดย Steven Spielberg มีเนื้อหากล่าวถึงการที่นักวิทยาศาสตร์ได้คิดค้นหาวิธีจนสามารถชุบชีวิตไดโนเสาร์ขึ้นมาได้สำเร็จ และนำไดโนเสาร์นานาชนิดที่ชุบชีวิตขึ้นมาเหล่านั้นมาทำเป็นสวนสัตว์เปิดบนเกาะแห่งหนึ่ง


แก้ไขเมื่อ 3 ก.พ. 2555, 08:27 โดย

หลินโหม่ว เข้าร่วมเมื่อ 2 ก.พ. 2555, 20:37

0 ความคิดเห็น