หัวข้อ : เล่มที่ ๑ ยอดฝีมือซื่อบื้อ ตอนที่ ๘ ภารกิจ

โพสต์เมื่อ 2 ก.พ. 2555, 20:28

ตอนที่

 

ภารกิจ

 

 

รออยู่ครึ่งชั่วโมง แม้แต่มดสักตัวยังไม่โผล่มาให้เห็น เฉินเฟิงวางธนูลง คุ้ยเป้เขี้ยวเหล็กไหลจัมโบ้อยู่พักหนึ่ง ทันใดนั้นก็เจอของที่ในโลกความจริงก็มีให้ใช้...กล้องส่องทางไกล คิดไม่ถึงเลยว่ากระทั่งของแบบนี้ก็มีกับเขาด้วย จึงลองใช้ดูทันที

เมื่อมองผ่านกล้องที่มีกำลังขยาย ๑๐๐ เท่า เฉินเฟิงก็เจอคนแคระหลายคนในทันที แต่อยู่ไกลจากระยะยิงของเขามากกกก

ฉับพลันนั้น ในศีรษะก็มีเสียงจากระบบดังขึ้นว่า

ผู้เล่นเฉินเฟิงปฏิบัติตามเงื่อนไข แสดงทักษะพื้นฐานของนินจาลุล่วง ได้รับทักษะ ‘สืบเสาะ’ ของนินจา ระดับที่ 1”

เป็นอย่างที่คิดจริงๆ แค่ใช้ๆ ไอเท็มก็ได้ทักษะมาหนึ่งอย่างแล้วไง !

เฉินเฟิงที่กำลังลิงโลดไม่พูดพล่ามทำเพลง จัดแจงเอาไอเท็มทุกชิ้นที่มีออกมาลองใช้โดยพลัน

เขาดูปากกากับสมุดโน้ต แล้วเขียนสิ่งที่ตัวเองค้นพบลงไป ก็ได้ทักษะ “เขียนผลงาน” ของนักเขียนทันที

เอาแว่นขยายกับแว่นย่อส่วนมาดูๆ อยู่เป็นนาน แต่ไม่มีผลลัพธ์อะไรเกิดขึ้น เฉินเฟิงก็ไม่ใส่ใจอะไรมาก เปลี่ยนไปใช้เลื่อยเลื่อยต้นเฟิง ผลคือได้ทักษะ “เลือกวัตถุดิบ” ของช่างฝีมือมา

ทันใดนั้นได้มีเสียงร้องโหยหวนของสัตว์อสูรดังมา เมื่อผงกศีรษะขึ้นมอง ก็พบว่าคนแคระที่เขารอมานานตัวหนึ่งได้เหยียบถูกกับดักที่เขาวางไว้

เฉินเฟิงคว้าธนูออกมาตบรางวัลมันด้วยศรเงินไปหลายดอกรวดอย่างไม่มีการเกรงอกเกรงใจทันที แล้วคนแคระก็กลับบ้านเก่าไปด้วยสายตาไม่ยินยอมพร้อมใจ ตรงนั้นเหลือแต่โล่กลมอยู่หนึ่งอัน ในที่สุดไอเท็มโล่เหล็กที่รอมานานก็โผล่มาแล้ว

เสียงจากระบบดังขึ้นว่าเขาได้รับทักษะ “กับดัก” ของนายพรานกับทักษะ “พรางกาย” ของนินจา ส่วนทักษะ “ปีนไต่” ของนักผจญภัยเลื่อนเป็นระดับ ๒

ขณะที่เฉินเฟิงกำลังคิดจะไปเก็บไอเท็มที่ได้ ก็มีสุนัขที่ไม่รู้โผล่มาจากไหนตัวหนึ่งคาบโล่กับเงินของเขาหายวับไปในทันที แต่เฉินเฟิงยังไม่ทันหายตะลึง สุนัขตัวนั้นก็ไปติดกับดักอีกอันเข้าให้เป็นที่เรียบร้อย และส่งเสียงร้องครวญครางอย่างเจ็บปวด เฉินเฟิงเห็นท่าทางแสนจะน่าสงสารของมันแล้วก็ใจไม่แข็งพอจะยิงธนูใส่

เขาปีนลงจากต้นไม้ ซวงเว่ยก็เข้ามาหาทันที เฉินเฟิงถามด้วยความเคยชินว่า

“ซวงเว่ย ช่วยให้ข้อมูลของสุนัขตรงหน้าตัวนี้กับฉันหน่อย”

ซวงเว่ยพูดว่า “สุนัขเก็บกวาดทาง ระดับ ๕ ประเภทไม้ ธาตุลม สามารถจับมาเลี้ยงได้”

“จับมาเลี้ยงได้ด้วย ?”

แต่สุนัขจะไปมีประโยชน์อะไร ? ถึงจะคิดแบบนี้ เฉินเฟิงก็เอาเชือกออกมาจัดการมัดสุนัขเก็บกวาดทางอย่างแน่นหนาเป็นบ๊ะจ่างอยู่ดี จากนั้นค่อยปลดกับดักที่เท้าของมันออก

เสียงจากระบบดังขึ้นในศีรษะว่า

ผู้เล่นเฉินเฟิงปฏิบัติตามเงื่อนไข แสดงทักษะพื้นฐานของนักฝึกสัตว์ลุล่วง ได้รับทักษะ ‘จับ’ ของนักฝึกสัตว์ ระดับที่ 1”

เมื่อจับได้แล้ว แล้วจะกำราบมันยังไงล่ะ ? ได้แต่ขอคำแนะนำจากซวงเว่ย พจนานุกรมมีชีวิต

“ซวงเว่ย ต้องทำยังไงถึงจะกำราบสัตว์เลี้ยงที่จับได้น่ะ ?”

ซวงเว่ยตอบว่า “หลังจากจับสัตว์ที่เป็นเป้าหมายได้แล้ว ให้ใช้อาหารเข้าล่อ หากสัตว์เลี้ยงที่เป็นเป้าหมายยอมกิน ก็จะกำราบสำเร็จ”

ให้อาหารหรือ ก็ไม่ยากเท่าไหร่

เฉินเฟิงเอาอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงออกมาหนึ่งห่อ ฉีกออกแล้วหยิบขึ้นมาหนึ่งกำ แม้เขาจะไม่เคยเลี้ยงสุนัขมาก่อน แต่ก็เคยเห็นฉากคนกับสุนัขมาบ้างจากในภาพยนตร์ จึงลูบศีรษะสุนัขเก็บกวาดทางเบาๆ แล้วค่อยวางอาหารในมือลงข้างหน้าปากของมัน

ตอนแรกสุนัขเก็บกวาดทางยังเอาแต่ส่งเสียงร้องครวญคราง แต่พอลูบหัวไปได้สักพัก ก็ค่อยๆ สงบลง ตาจ้องอาหารแสนจะยั่วน้ำลายตรงหน้าเขม็ง แต่ก็ฝืนทำเป็นนิ่งอยู่ สุดท้ายก็อดใจไม่ไหวต้องกินอาหารลงไปจนได้

เสียงจากระบบแจ้งขึ้นทันทีว่า

“ผู้เล่นเฉินเฟิงจับสัตว์เลี้ยงได้โดยราบรื่น ได้รับสุนัขเก็บกวาดทางระดับ ๕ หนึ่งตัว”

กำไลสัตว์เลี้ยงหนึ่งวงได้ปรากฏขึ้นข้างๆ สุนัขเก็บกวาดทาง เฉินเฟิงเคยใช้เจ้านี่มาก่อน จึงทราบว่าเป็นของที่ใช้ควบคุมสุนัขเก็บกวาดทางซื่อบื้อตัวนี้ และหยิบขึ้นมาสวมเข้าไปที่ข้อมือซ้ายอย่างไม่เกรงอกเกรงใจ

ในเมื่อมันกลายมาเป็นสัตว์เลี้ยงของเขาแล้ว ไม่ว่ามันจะซื่อบื้อแค่ไหน เขาก็ต้องเลี้ยงมันให้ดีๆ อยู่ดีล่ะนะ หลังจากแก้เชือกที่มัดมันออกให้แล้ว เฉินเฟิงก็ใช้ยาฟื้นพลังช่วยฟื้นพลังให้มัน แล้วเอาอาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงที่เหลือในห่อให้มันกิน แถมยังตั้งชื่อให้มันว่า “ไอ้โง่” อย่างไม่มีการไว้หน้า

คิดไม่ถึงเลยว่าจะโดนมันประท้วงเข้าให้ เอาแต่เห่าใส่เขาไม่ยอมหยุด สุดท้ายเฉินเฟิงได้แต่ยอมรอมชอม เปลี่ยนชื่อเป็น “ซื่อบื้อ” น่าเสียดายที่มันก็ไม่พอใจอยู่ดี เรียกให้ตายก็ไม่ยอมขานชื่อนั้น เฉินเฟิงคิดไม่ถึงเลยว่าสัตว์เลี้ยงพวกนี้จะรู้จักโวยวายประท้วงชื่อที่เขาตั้งให้กันทุกตัว น่าอัศจรรย์ไม่ใช่เล่นเลยนะเนี่ย

ความจริงเฉินเฟิงเองก็ไม่ได้กะจะตั้งชื่อแบบนั้นจริงๆ เขาแค่อยากจะหยอกพวกมันเล่นเท่านั้น ดูเหมือนตั้งแต่เขาได้ทักษะสื่อสารระดับ ๓ เป็นต้นมา สัตว์เลี้ยงของเขาต่างก็มีสติปัญญากันอย่างรวดเร็ว

สุดท้ายเฉินเฟิงตั้งชื่อที่แสนจะพื้นๆ คือ “หลายฝู” (นำโชค) คิดไม่ถึงว่าหลายฝูจะดีใจจนเห่าโฮ่งๆ พลางกระโดดโลดเต้นไปมาจนเขาอดยิ้มไม่ได้

นอกจากนี้หลายฝูยังคายของที่คาบมาได้ในระหว่างทางทั้งหมดออกมาให้เฉินเฟิง แน่นอนว่ารวมทั้งเหรียญเงินที่วางเป็นเหยื่อล่อคนแคระเมื่อกี้นี้และโล่ที่เฉินเฟิงได้มาด้วย

เฉินเฟิงดูของสารพัดอย่างที่กองเต็มพื้นแล้วตาค้างไปพักใหญ่ “ความจุกระเพาะ” ของเจ้าหลายฝูนี่มันใหญ่ไม่ใช่เล่นเลยแฮะ หลังจากลองนับๆ ดู ก็พบว่ามีของถึง ๑๐๐ กว่าชนิด แต่ส่วนใหญ่จะเป็นของที่ใช้ไม่ได้ เช่นตะเกียงที่น้ำมันหมดเกลี้ยงไปแล้ว ก้านธนูไม้ ยาฟื้นพลังที่ใช้หมดขวดไปแล้ว มีดสั้น ฯลฯ

แต่ก็มีของที่ไม่เลวอยู่หลายอย่างเหมือนกัน เช่น อัญมณี ๒๐ กว่าก้อน ดาบวงเดือน ๑ เล่ม ธนูหักซ้อนกันที่ดูแปลกๆ ๑ คัน รองเท้าบู้ท ๒ คู่ ของที่ดูคล้ายดาวกระจายกากบาท ๑๐ กว่าอัน สุดท้ายเหรียญเงินรวมทั้งสิ้น ๔,๐๐๐ เหรียญ เรียกมันว่าหลายฝู นับว่าเรียกได้โคตรจะถูกต้องจริงๆ

เฉินเฟิงเลือกของที่ใช้งานได้มา หลังจากปลดผนึกแล้วจึงพบว่าดาบวงเดือนอยู่ระดับที่ ๔ สูงกว่าดาบวงเดือนเล่มเดิมของเขาที่อยู่ระดับที่ ๓ เสียอีก มีพลังโจมตี ๒๒๐ จุด

ธนูหักซ้อนกันคือธนูมือเดียว ติดตั้งเอาไว้บนเกราะแขนได้ กลไกที่ใช้ยิงเชื่อมต่อมาถึงข้อมือ เวลาใช้ก็แค่ขยับข้อมือนิดหน่อย ก็จะสามารถยิงลูกดอกออกไปได้ แต่แต่ละครั้งสามารถบรรจุลูกดอกเงินได้เพียง ๑๐ ดอก ระดับสูงไม่เบา ตั้งระดับที่ ๕ เป็นอาวุธชั้นกลาง น่าเสียดายที่พลังโจมตีมีแค่ ๑๐๐ จุด ระยะยิงหวังผลคือ ๑๐ เมตร

รองเท้าบู้ทเป็นไอเท็มชั้นต้นระดับที่ ๒ ทำจากป่าน และไม่มีคุณสมบัติอื่นเสริม พลังป้องกันมีแค่ ๒๐๐ จุด ท่าทางจะดีกว่ารองเท้าของมือใหม่แค่กระจึ๋งเดียว

ส่วนดาวกระจายกากบาท หลังจากปลดผนึกแล้ว ก็แค่ระดับที่ ๒ พลังโจมตียิ่งอนาถ แค่ ๘๐ จุด แต่เฉินเฟิงไม่เคยเห็นเจ้านี่ในเมืองเริ่มต้นและเมืองท่าเซียงห่ายมาก่อน จึงใส่เอาไว้ในช่องสำหรับใส่ไอเท็มของเกราะข้อมือ เพราะตรงนี้ใส่ได้แต่ไอเท็มจำพวกอาวุธลับ

โล่ที่คนแคระให้เป็นโล่เหล็กชั้นกลางระดับที่ ๕ มีพลังป้อง ๓๐๐ จุด แต่หนักกว่าโล่ทองเหลืองเสียอีก

เฉินเฟิงลองเปิดคู่มือสัตว์อสูรดู ก็พบว่ามีเขียนเอาไว้แบบนี้ : สุนัขเก็บกวาดทาง ระดับ ๕ ประเภทไม้ ธาตุลม ความจุในการพกพาไม่แน่ชัด สถานที่ปรากฏกาย ทั่วทั้งแผนที่ ความเร็วสูงสุดในการวิ่ง ๑๕๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นสัตว์อสูรชนิดที่ไม่อยากเจอที่สุดเวลาตั้งใจไปฆ่าสัตว์อสูรเพื่อเอาไอเท็ม เป็นยอดฝีมือสูงสุดด้านการแย่งเก็บของ ไม่มีวิธีรับมือ

หลังจากอ่านคำอธิบายจบ เฉินเฟิงก็หัวเราะร่า ที่มาของหลายฝูนี่ไม่เบาเลยแฮะ มิน่าล่ะแค่ตั้งชื่อยังต้องเถียงกับมันตั้งนาน เฉินเฟิงดูกำไลสัตว์เลี้ยงสองวงบนข้อมือซ้าย ก็พบว่าบนกำไลมีตัวอักษรขนาดเล็กมากอยู่ แต่ไม่ว่าจะเบิ่งตาเพ่งยังไงก็มองไม่ชัด สุดท้ายเขานึกถึงแว่นขยายขึ้นมาได้ จึงหยิบออกมาใช้ ปรากฏว่าบนกำไลแกะสลักไว้ว่า : ม้าลมกรด ประเภทไม้และไฟ ธาตุลมและไฟ ทักษะพิเศษขี่ม้าบุกทะลวง คาถาศรเพลิง ; สุนัขเก็บกวาดทาง ประเภทไม้ ธาตุลม ทักษะพิเศษเก็บของ

ทันใดนั้นในศีรษะมีเสียงจากระบบดังขึ้นว่า

ผู้เล่นเฉินเฟิงปฏิบัติตามเงื่อนไข แสดงทักษะพื้นฐานของผู้ปลดผนึกลุล่วง ได้รับทักษะ ‘ปลดผนึก’ และ ‘เบิกเนตร’ ของผู้ปลดผนึก ระดับที่ ๑ ; สัตว์เลี้ยงซวงเว่ยได้รับทักษะ ‘คาถาศรเพลิง’ ย้อนหลัง ทักษะเบิกเนตรทำให้สามารถแบ่งค่าประสบการณ์จากเจ้านายได้

จากนั้นเป็นเสียงแจ้งเลื่อนระดับของสัตว์เลี้ยงติดต่อกันยาวเหยียด ทั้งซวงเว่ยและหลายฝูต่างก็เลื่อนเป็นระดับ ๓๐ ซึ่งใช้ค่าประสบการณ์สะสมของเฉินเฟิงไปกว่าครึ่ง สุดท้ายค่าประสบการณ์สะสมของเฉินเฟิงก็เหลือ ๓๐๐,๐๐๐ จุดเศษๆ

ไม่แค่นี้ หลังจากที่ระดับของสัตว์เลี้ยงเลื่อนขึ้นแล้ว ทักษะพิเศษก็เพิ่มตามไปด้วย เมื่อเลื่อนขึ้นถึงระดับ ๓๐ ซวงเว่ยก็ได้รับทักษะพิเศษย้อนหลังคือ “บุกทะลวงสองเท่า” ส่วนหลายฝู พอเลื่อนถึงระดับที่ ๒๐ กว่า ก็ได้ทักษะพิเศษ “บุกทะลวง” มา พอเลื่อนถึงระดับ ๓๐ ก็ได้ทักษะ “คาถาคมวายุ”

เฉินเฟิงสวมกำไลสัตว์เลี้ยงมาตั้งหลายวัน แต่ไม่เคยสังเกตเห็นตัวหนังสือพวกนี้เลย เกม “ราชาแห่งราชัน” นี่มันมีที่ให้ประหลาดใจโผล่มาได้เรื่อยๆ สิน่า !

เดิมทีเฉินเฟิงยังกังวลว่าค่าประสบการณ์สะสมจะสูงถึงขีดจำกัดเร็วเกินไป มาตอนนี้ก็ไม่ต้องกังวลไปอีกพักใหญ่ อันที่จริงมีสัตว์เลี้ยง ๒ ตัวมาช่วยแบ่งค่าประสบการณ์ด้วยแบบนี้ จะมีปัญญาสะสมค่าประสบการณ์จนเต็มได้หรือเปล่าก็ยังกังขาอยู่

เฉินเฟิงเห็นยังมีกับดักอีก ๑๐ กว่าอันที่ยังไม่มีอะไรมาติด และกับดักที่วางไปแล้วจะเอาออกไม่ได้เสียด้วย เขาจึงได้แต่สั่งให้ซวงเว่ยกับหลายฝูไปรออยู่ข้างๆ ส่วนตัวเองปีนกลับขึ้นไปบนต้นไม้อีกหน ทุกครั้งที่ปีนขึ้นต้นไม้ เฉินเฟิงพบว่าตัวเองมักจะโชคดีเป็นบ้า

๔๘ ชั่วโมงเต็มๆ ให้หลัง เฉินเฟิงก็มุ่งลองใช้ไอเท็มค้นคว้าหาทักษะใหม่ๆ เป็นหลัก กว่ากับดักทุกอันจะมีสัตว์อสูรมาติดจนหมด เฉินเฟิงก็ค้นพบทักษะใหม่ๆ อีกหลายอย่าง

ได้แก่ ใช้ธนูมือเดียว ทำให้ได้รับทักษะ ‘ธนูมือเดียว’ ของจอมยุทธ์พเนจร , ใช้ดาวกระจายกากบาท ทำให้ได้รับทักษะ ‘อาวุธลับ’ ของนินจา , ใช้ดาบสองมือ ทำให้ได้รับทักษะ ‘ฟัน’ ของนักดาบ , ใช้ดาบวงเดือน ทำให้ได้รับทักษะ ‘วิชาดาบ’ ของพ่อครัว , กระทั่งหมัดลุ่นๆ ก็ยังทำให้ได้รับทักษะ ‘วิชาสู้มือเปล่า’ ของนักรบเทพ

ดาวกระจายกากบาทมีแค่ ๑๐ กว่าอัน บวกกับเฉินเฟิงตั้งใจจะเก็บไว้สัก ๒ - ๓ อัน กะว่าเอาไว้จะลองถามๆ ดูว่ามีขายที่ไหนบ้าง ระดับจึงสะดุดอยู่แค่ระดับ ๑

เขาฝึกทักษะธนูมือเดียว วิชาดาบ แทง ฟัน วิชาสู้มือเปล่า ใช้โล่ป้องกัน จนเลื่อนขึ้นถึงระดับ ๕ อย่างราบรื่น ทักษะกับดักฝึกได้แค่จนใช้กับดักหมด ก็ได้เลื่อนขึ้นเป็นระดับ ๓ ทักษะปีนไต่ของนักผจญภัยก็เลื่อนเป็นระดับ ๓ ทักษะสืบเสาะกับพรางกายแทบจะเลื่อนขึ้นด้วยกันเป็นระดับ ๓

แต่เลื่อยไม้กลับเจอปัญหาเข้าให้ เพราะทักษะเลือกวัตถุดิบเลื่อนขึ้นแค่ระดับ ๒ ก็หยุดนิ่ง ส่วนทักษะเขียนผลงานของนักเขียน เขาเองก็ยังงงๆ อยู่ เพราะทุกครั้งที่ได้ทักษะใหม่ๆ เขาจะรีบจดเอาไว้ทันที แต่พอเลื่อนขึ้นถึงแค่ระดับ ๒ ก็หยุดนิ่งอยู่แค่นั้นอีกเหมือนกัน สุดท้ายทักษะสังหารด้วยโทสะของนักรบคลั่งก็แอบเลื่อนขึ้นอีก ๑ ระดับ

ส่วนทักษะอื่นๆ ก็เหมือนเดิม คือพอเลื่อนถึงระดับ ๕ แล้ว ไม่ว่าจะใช้ทักษะนั้นอีกกี่ครั้ง มันก็ไม่ขยับขึ้นอีกเลย แต่ก็ถือว่าเฉินเฟิงได้ข้อมูลเพิ่มขึ้นมหาศาลแล้ว

เฉินเฟิงได้ทักษะมากองพะเนิน แต่ก็ยังไร้ซึ่งวี่แววว่าจะได้อาชีพ คิดแล้วเซ็งสิ้นดี มิน่าเล่าจนบัดนี้ผู้ที่เล่นเกมนี้ตั้งล้านคนถึงมีคนที่ได้อาชีพแค่กระจึ๋งเดียว แต่เฉินเฟิงเองก็ทราบดีว่าจะใจร้อนไม่ได้ จึงได้แต่ขี่ซวงเว่ยข้ามทะลุป่าเฟิงมาถึงมุมตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปกู่ย่า เมืองชิงจ้าง เมืองอันเป็นฐานหลักของนักดาบ

ระหว่างทาง เขาได้ลองทดสอบทักษะใหม่ของซวงเว่ยกับหลายฝู ที่คาดไม่ถึงคือทำให้ทักษะสื่อสารเพิ่มขึ้นอีก ๑ ระดับ

สองวันที่แล้ว เฉินเฟิงได้ลองคุยอย่างละเอียดกับพวกเพื่อนๆ ที่ได้พบที่ด้านหน้าตึกแนะนำอาชีพของเมืองเริ่มต้น นอกจากจะเพื่อฆ่าเวลาแก้เบื่อระหว่างรอให้สัตว์อสูรมาติดกับดักแล้ว ยังเพื่อจะขอฟังความเห็นของพวกมือเก่าทั้งหลาย

โง่ละอายได้บอกข่าวเกี่ยวกับภารกิจให้เขาอย่างใจกว้าง ถึงแม้จะเป็นแค่ข่าวที่ทางการประกาศ แต่สำหรับเฉินเฟิงที่ไม่ได้รู้อะไรเลยสักนิด นั่นถือเป็นข่าวที่มีค่ามาก

ระหว่างที่ทักษะต่างๆ สะดุดอยู่แค่ระดับ ๕ นี้ เฉินเฟิงตัดสินใจที่จะไปลองคลี่คลายภารกิจสัก ๒ - ๓ อย่างดู ดังนั้นจึงได้มาที่เมืองชิงจ้าง

ในโลกของ “ราชาแห่งราชัน” มีสถานที่เดียวเท่านั้นที่สามารถเรียนเวทมนตร์ได้ นั่นคือแท่นบวงสรวงซึ่งกระจายกันอยู่ตามที่ต่างๆ และวิธีได้มาซึ่งคุณสมบัติในการเข้าไปยังแท่นบวงสรวง ก็มีแต่ต้องคลี่คลายภารกิจที่ทางวิหารมอบหมายมาให้ได้ หลังจากได้รับการยืนยันว่าคลี่คลายภารกิจได้แล้ว จึงจะได้รับสิทธิ์ในการเข้าสู่แท่นบวงสรวง

ในเมืองชิงจ้างมีวิหารอยู่แห่งหนึ่ง เป็นวิหารที่มีคนรู้จักมากที่สุดในตอนนี้ ที่นี่จะมีภารกิจจากแท่นบวงสรวงของจอมเวทอยู่

เฉินเฟิงจัดไอเท็มเสร็จเรียบร้อย ก็มาที่วิหารเมืองชิงจ้าง พอก้าวเข้าประตูปุ๊บ ก็เห็นผู้เล่นกลุ่มใหญ่จับกลุ่มคุยกันจ้อกแจ้ก ครั้นทุกคนเห็นเฉินเฟิงก้าวเข้ามา ก็ฮือกันเข้าไปเสนอตัวขอเข้าร่วมกลุ่มคลี่คลายภารกิจ

เฉินเฟิงคิดในใจว่าทำไมเหตุการณ์ที่หน้าตึกแนะนำอาชีพถึงฉายซ้ำอีกล่ะเนี่ย ? แต่ก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่ามีส่วนแตกต่างกันอยู่ ผู้เล่นในนี้ส่วนใหญ่มีระดับแค่ ๒๐ กว่า ต่างก็ยังไม่มีอาชีพ ไอเท็มชุดเกราะและอาวุธที่มีก็งั้นๆ

แล้วเขาจึงได้รู้ว่า การรับคลี่คลายภารกิจที่นี่ไม่จำเป็นต้องลุยเดี่ยว แต่สามารถรวมกลุ่มกันกลุ่มละ ๔ คนได้ แต่มีเงื่อนไขเพิ่มเติมว่า ผู้ที่จะเป็นหัวหน้ากลุ่มจำเป็นต้องมีทักษะตั้งกลุ่มและทักษะชื่อเสียงระดับ ๒ ขึ้นไป ต่อมาสมาชิกที่เข้าร่วมกลุ่มต้องเข้าร่วมตลอดเส้นทาง และการที่ได้เห็นเฉินเฟิงสวมชุดเกราะหนังครบชุด ทำให้ทุกคนต่างสันนิษฐานว่าเขาควรจะมีทักษะพวกนี้ครบถ้วน ดังนั้นเขาถึงได้ตกเป็นเป้าสายตาของชาวบ้านอีกครั้ง

ด้วยเหตุนี้เฉินเฟิงจึงได้รับตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มจากผู้บวงสรวงอย่างราบรื่น

ความจริงภารกิจก็ไม่ได้ลำบากยากเย็นอะไรนัก แต่เส้นทางไกลไม่ใช่ย่อย เพราะต้องทะลุผ่านทะเลทรายมรณะทางตะวันออกไปถึงเทือกเขาที่อยู่ด้านตะวันออกสุด ไอเท็ม ๓ อย่างที่ต้องไปนำมาก็มี ขนของพญาครุฑ ขนของวานรขนทอง และกลีบของดอกไม้เจ็ดสี

เมื่อเฉินเฟิงบอกไอเท็มที่ต้องนำมาในภารกิจครั้งนี้ไป พวกผู้เล่นที่ขอเข้าร่วมกลุ่มในตอนแรกก็พากันบอกว่าคงทำไม่ไหว และขอให้เขาไปหาคนอื่นร่วมกลุ่มแทน

เฉินเฟิงงงไปหมด ยังดีที่ผู้เล่นที่ชื่อ รู้สารพัด (เปาต่าทิง) ช่วยบอกให้เขารู้ว่า ไอเท็มที่ต้องไปเอาพวกนี้จะแตกต่างกันไปตามแต่ละคน และไอเท็มที่เฉินเฟิงต้องไปเอานั้นเป็นไอเท็มที่ได้มายากที่สุดในบรรดาไอเท็มทั้งหมด เพราะแค่เรื่องที่ต้องผ่านทะเลทรายมรณะอย่างเดียว ผู้เล่นในที่นี้ก็ทำไม่ได้แล้ว

หากคิดจะเดินเท้าตะลุยฆ่าผ่านทะเลทรายมรณะไปก็คงยากอาการอยู่ แต่ถ้าขี่ซวงเว่ยข้ามทะเลทรายล่ะก็ เฉินเฟิงพอจะมีความมั่นใจอยู่บ้าง เดิมทีเฉินเฟิงก็ไม่ได้คิดจะจับกลุ่มกับใครอยู่เแล้ว ก็เลยสบายไป ในเมื่อไม่มีใครอยากร่วมกลุ่มกับเขาก็ช่างปะไร

ไม่ว่าจะไปที่ไหน ก็มีผู้เล่นที่เห็นแก่ตัวเต็มไปหมดจริงๆ พวกที่กำลังความสามารถไม่พอก็อาศัยข่าวที่ไปสืบไปสอบถามมา บวกกับจุดบอดของระบบ คิดแต่จะหาทางลัดให้ตัวเองได้เปรียบเบาแรงมากที่สุด

เฉินเฟิงไม่เสียดายคนแบบนี้แม้แต่น้อย เขาหันหลังเดินกลับไปที่ประตู ที่คาดไม่ถึงคือ พอออกจากประตูปุ๊บ ก็ได้เจอกับคนที่ไม่คิดเลยว่าจะได้เจอ...นินจาเซียวหยาวกับวิหารจันทราเทพกำลังรอเขาอยู่ที่หน้าประตู !

เซียวหยาวพูดว่า “อยากให้ภารกิจสำเร็จราบรื่นไหม ? ฉันเองก็ยังไม่เคยได้รับสิทธิ์เหมือนกันนะ”

วิหารจันทราเทพก็พูดกลั้วหัวเราะว่า “ฮะฮะ ในที่สุดก็ตามมาทันจนได้ ให้ฉันเข้ากลุ่มด้วยคนล่ะ !”

ความจริงพวกเธอสองคนสามารถรับภารกิจเองได้ด้วยซ้ำ เซียวหยาวนั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะเธอได้เป็นนินจาแล้ว ระดับสูงกว่าเฉินเฟิงตั้งมากอีกต่างหาก วิหารจันทราเทพเองก็มีระดับถึง ๓๐ แล้ว

เฉินเฟิงตกตะลึงไปอึดใจ แล้วพูดว่า

“พวกเธอรู้จักกันด้วยหรือ ? ทำไมมาด้วยกันได้ล่ะ ?”

เซียวหยาวทำเสียงงอนๆ “ใช่สิ พวกเราไม่แค่รู้จักกันเท่านั้นย่ะ เราเป็นเพื่อนสนิทกันในโลกนอกเกมด้วย ! เพราะโครงการของนายแท้ๆ ทำให้เธอไม่ยอมเข้าสมาคมนินจา นายจะชดใช้ฉันยังไงยะ ?”

ได้ยินแบบนี้ เฉินเฟิงก็มองวิหารจันทราเทพด้วยสายตาคำถาม

วิหารจันทราเทพพยักหน้า “เซียวหยาว เธอเองก็ลาออกจากสมาคมนินจาเถอะ เธอไม่คิดหรอกเหรอว่าที่เฉินเฟิงพูดน่ะมีเหตุผลออก ?”

ปรากฏว่าเฉินเฟิงเคยบอกความคิดของเขาให้วิหารจันทราเทพฟัง และได้รับการสนับสนุนจากเธอทันที เพียงแต่เฉินเฟิงคิดไม่ถึงว่าเธอจะเป็นเพื่อนสนิทของเซียวหยาว

เซียวหยาวส่ายหน้า “ถึงฉันจะลาออกก็ลาออกไม่ได้หรอก นอกจากทางสมาคมจะเป็นฝ่ายยกเลิกข้อบังคับก่อน ฉันเองก็ทุ่มเทให้สมาคมนี้มาไม่น้อยอยู่เหมือนกัน ถึงจะรู้ดีว่าเรื่องสร้างอาณาจักรคงไม่มีหวัง แต่จะให้ยอมเลิกแค่นี้มันก็อดเสียดายไม่ได้อยู่ดี เราอย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้กันเลย ไงๆ ถึงจะอยู่คนละสมาคมกันก็เป็นเพื่อนกันได้หรอกน่า เฉินเฟิง บอกไอเท็มที่ต้องไปเอามาสิ”

หลังจากเซียวหยาวกับวิหารจันทราเทพเข้าร่วมกลุ่มกับเฉินเฟิงแล้ว เฉินเฟิงก็ได้รับชื่อตำแหน่งว่าเป็น หัวหน้ากลุ่มย่อย และได้รับทักษะ “บัญชาการ” ของผู้เริ่มต้น เรื่องนี้ทำให้ทั้งสามต่างก็งุนงงกันถ้วนหน้า เพราะปกติเวลารวมกลุ่มกันไปปราบสัตว์อสูร ยังไม่เห็นจะมีทักษะแบบนี้เลย คิดไม่ถึงว่าผู้เริ่มต้นก็มีทักษะกับเขาด้วย เพิ่งจะเคยได้ยินเป็นครั้งแรกนี่แหละ

เฉินเฟิงพบว่านาฬิกาข้อมือของเขามีช่อง “กลุ่ม” เพิ่มมาอีก ๑ ช่อง เขาสามารถมองเห็นพลังป้องกันของสองสาวได้ในช่องนี้ ที่เจ๋งกว่านั้นคือ สามารถมองเห็นพลังชีวิตของซวงเว่ยกับหลายฝูด้วย ซึ่งพูดได้ว่าสะดวกอย่างมากสำหรับเฉินเฟิง เพราะจะได้ไม่ต้องกังวลว่าสัตว์เลี้ยงจะเป็นอันตรายถึงชีวิต และช่วยประหยัดยาฟื้นพลังไปได้มาก แต่เซียวหยาวกับวิหารจันทราเทพจะมองเห็นแค่ค่าพลังชีวิตของเฉินเฟิงกับอีกคนเท่านั้น

 

เมื่อเฉินเฟิงได้เห็นเซียวหยาวใช้ท่า “วายุมังกรหมุน” ซึ่งทักษะพิเศษของนินจาฆ่าแมงมุมยักษ์ไปรวดเดียว ๖ ตัว ความต้องการจะได้อาชีพก็พุ่งพรวดพราดขึ้นมาทันที แต่ก็ยังไม่คิดจะเข้าสมาคมไหนอยู่ดี

ความจริงจะจัดการกับแมงมุมยักษ์พวกนี้ ไม่จำเป็นถึงกับต้องใช้ทักษะพิเศษ ที่เซียวหยาวจงใจใช้ก็เพราะอยากจะให้เฉินเฟิงสนใจท่าไม้ตายนี้ แต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับว่าแผนการล้มเหลว

เฉินเฟิงไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคนพวกนี้ถึงยังไม่ยอมตัดใจจากเขาเสียที แต่ละวันมีมือใหม่เข้ามาเล่นเกมนี้ตั้งเท่าไหร่ ดันมาเสียเวลากับคนที่แค่บังเอิญฟลุคโชคดีกว่าชาวบ้านหน่อยในตอนเพิ่งเข้ามาในเกมอย่างเขามันคู่ควรตรงไหน ?

เซียวหยาวอธิบายว่า เกมราชาฯเป็นเกมที่ยุติธรรมอย่างมาก ดังนั้นพวกระดับสูงของสมาคมจึงไม่คิดว่าเฉินเฟิงจะแค่ฟลุคดวงดีอย่างเดียว ถึงได้พากันส่งคนมาชวนเฉินเฟิงเข้าสมาคมกันแทบทุกสมาคม แม้แต่สมาคมนินจาที่ปกติไม่ค่อยกระตือรือร้น ยังพลอยประกาศขอร่วมแย่งชิงเขาด้วยเป็นครั้งแรก

เฉินเฟิงนึกไม่ถึงว่าตัวเองจะได้รับการให้ความสำคัญถึงขนาดนี้ ดูท่าคงได้เข้าใจผิดกันไปอีกสักพักแน่ๆ !

นอกจากที่เซียวหยาวโชว์ทักษะพิเศษให้ดูแล้ว ในช่องเพื่อนของเฉินเฟิงยังมีข้อความเสนอเงื่อนไขชักชวนเข้าสมาคมอยู่ทุกวันไม่ได้ขาด ทำให้เฉินเฟิงอดคิดไม่ได้ว่าเขาตัดสินใจผิดพลาดอย่างมหันต์เสียแล้วที่วันนั้นดันไปใส่ชื่อคนพวกนี้เข้ามาในช่องเพื่อน เพราะถ้าทั้งสองฝ่ายต่างแลกกันใส่ชื่อในช่องเพื่อนแล้ว และคิดจะเอาออก ก็ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายพิเศษ ซึ่งตอนนี้เขาแค่รู้สึกรำคาญนิดหน่อยเท่านั้น ยังไม่ได้หนักหนาสาหัสถึงกับต้องจ่ายเงินเพื่อเอารายชื่อพวกนี้ออก

ถึงแม้วิหารจันทราเทพจะถูกท่าวายุมังกรหมุนของเซียวหยาวดึงดูดความสนใจเหมือนกัน แต่เธอตั้งใจจะเล่นอาชีพนักบวชมาตั้งแต่แรก จึงแค่นึกอิจฉาเซียวหยาวเฉยๆ เท่านั้น เรื่องนี้ทำให้เซียวหยาวผิดหวังอย่างมาก

ทั้งสามผ่านป่าละเมาะซึ่งเต็มไปด้วยแมงมุมยักษ์ไปถึงเมืองท่าเซียงห่ายอย่างราบรื่นโดยอยู่ภายใต้บรรยากาศพิลึกพิลั่นแบบนี้ไปตลอดทาง

หลังจากนั้นเซียวหยาวก็มีทีท่าระมัดระวังขึ้นมาก และบอกว่าพอไปถึงใจกลางของทะเลทรายมรณะ จะมีกิ้งก่ายักษ์ทอร์นาโดที่เป็นสัตว์อสูรระดับราชากับโจรสลัดทะเลทรายกลุ่มใหญ่โผล่มา ให้ทั้งสองเตรียมยาฟื้นพลังกับยาถอนพิษเอาไว้ แถมยังแนะนำให้ทั้งสองซื้อยาฟื้นพลังระดับกลางและระดับสูง จะได้ฟื้นพลังได้มากหน่อยในรวดเดียว

ยาฟื้นพลังระดับกลางราคาขวดละ ๑๐๐ เหรียญเงิน สามารถฟื้นพลังชีวิตได้ ๖๐๐ จุด ยาฟื้นพลังระดับสูงราคาขวดละ ๓๐๐ เหรียญ สามารถฟื้นพลังชีวิตได้ ๑,๒๐๐ จุด เทียบกับยาฟื้นพลังระดับต่ำที่ฟื้นพลังชีวิตได้ครั้งละ ๓๐๐ จุด แต่ราคาแค่ขวดละ ๓๐ เหรียญเงินเท่านั้นแล้ว มันแพงกว่ากันมากจนเฉินเฟิงกับวิหารจันทราเทพน้ำตาแทบร่วง

ถึงแม้วิหารจันทราเทพจะเป็นพนักงานของเกมราชาแห่งราชัน แต่เธอไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องอื่นที่อยู่นอกเหนือขอบเขตงานของตัวเองเลย แถมงานของเธอคือคอยต้อนรับผู้เล่นมือใหม่ ซึ่งไม่สามารถจะใช้ช่วยหาข้อมูลที่เป็นประโยชน์อะไรได้ นอกจากนี้ค่าตั๋วเรือบวกกับอาวุธระดับ ๕ ที่เพิ่งจะเปลี่ยนทันทีที่มาถึงทวีปกู่ย่ายังสูบเงินจากกระเป๋าของวิหารจันทราเทพจนหมดเกลี้ยง เธอต้องขายดาบสั้นระดับ ๓ กับเกราะป้องกันบางชิ้นของตัวเองด้วยซ้ำกว่าจะได้เงินมามากพอ ตอนนี้เลยต้องอาศัยยืมเงินจากเซียวหยาวไปก่อน ไม่อย่างนั้นกระทั่งยาฟื้นพลังระดับสูงขวดเดียวก็คงไม่มีปัญญาซื้อ

เฉินเฟิงเอาไอเท็มเครื่องป้องกันที่มีเกินมาของตัวเองให้วิหารจันทราเทพยืมใช้ ได้แก่ รองเท้าบู้ทหนัง ๑ คู่ โล่ทองเหลือง และเกราะหนังส่วนอกที่ได้มาตอนที่เพิ่งจะมาถึงทวีปกู่ย่า ตอนแรกเขากะจะให้แล้วให้เลย แต่วิหารจันทราเทพยืนกรานไม่ขอรับมาฟรีๆ ถึงได้เปลี่ยนเป็นให้ยืมใช้ชั่วคราวแทน

แม้เฉินเฟิงจะมาที่นี่เพื่อหาเงินโดยเฉพาะ แต่เขาก็ไม่งกกับเพื่อนฝูง อย่าว่าแต่ไอเท็มพวกนี้เขาเองก็ไม่อยากขายให้ร้านขายไอเท็ม จะตั้งแผงลอยหรือตอนนี้เขาก็ไม่มีเวลา แถมค่าตอบแทนแค่นิดเดียวนั่น ไปฆ่าสัตว์อสูรไม่กี่ตัวก็ได้มาแล้ว สู้เอามาช่วยพวกพ้องร่วมกลุ่มชั่วคราวในตอนนี้ดีกว่ากันเป็นไหนๆ เพราะเดี๋ยวพวกเขายังต้องข้ามทะเลทรายมรณะอีกนี่นะ !

ทั้งสามย่างเข้าสู่ทะเลทรายมรณะ เซียวหยาวสลายท่าทีสบายๆ ก่อนหน้านี้ สองมือกุมดาบซามูไรคู่มือแน่น เท้าก็ก้าวไปช้ากว่าเดิมมาก ทำให้เฉินเฟิงกับวิหารจันทราเทพพลอยระวังตัวแจตามไปด้วย วิหารจันทราเทพมือหนึ่งถือดาบสั้น มือหนึ่งถือโล่ ติดตามอยู่ข้างๆ เซียวหยาวอย่างกระชั้นชิด เฉินเฟิงขี่ซวงเว่ยทอดฝีเท้าอยู่ด้านหลังทั้งสองเล็กน้อย

หลายฝูทำตัวเป็นผู้สังเกตการณ์ตัวน้อยๆ ช่วยสำรวจต้นทางให้โดยเดี๋ยวก็วิ่งไปข้างหน้า เดี๋ยวก็วิ่งไปดูด้านซ้ายบ้างขวาบ้าง

ตลอดทางพอจะกล่าวได้ว่าราบรื่น เพราะเมื่อได้หลายฝูคอยเห่าเตือน งูหางกระดิ่งที่เป็นมือสังหารแห่งทะเลทรายก็หมดโอกาสลอบกัด แถมยังเปลี่ยนจากมือสังหารกลายมาเป็นของหวานไปเลย แมงป่องยักษ์ก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนสีพรางตัวได้ ต้องกลายเป็นเป้าธนูแต่ไกล ด้วยเหตุนี้เซียวหยาวกับวิหารจันทราเทพจึงสนอกสนใจหลายฝูอย่างมาก ถ้าไม่เพราะทักษะอาชีพเป็นข้อห้ามลับที่ห้ามถามกัน ทั้งสองคงเซ้าซี้ถามเฉินเฟิงไปนานแล้วว่าไปจับมาจากไหน

เฉินเฟิงเองก็คิดไม่ถึงว่าหลายฝูจะมีประโยชน์ขนาดนี้ เทียบกับสภาพแสนอนาถของตัวเองตอนที่มาสำรวจทะเลทรายมรณะครั้งก่อนแล้วแตกต่างกันชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ ตอนนี้ต่อให้เขามาที่นี่คนเดียวก็สบายมาก หลายฝูนี่เป็นตัวนำโชคสมชื่อจริงๆ

เมื่อได้เห็นความคิดที่แสดงออกทางสีหน้าชนิดโคตรจะชัดเจนของสาวๆ ทั้งสอง เฉินเฟิงก็ขยันชมหลายฝูด้วยการลูบหัวบ้าง เอาเนื้อกวางอูฐที่ล่าได้บนเกาะเริ่มต้นให้มันกินบ้างอย่างอารมณ์ดี พอหลายฝูได้รับคำชมก็ดีอกดีใจ ยิ่งขยันสำรวจต้นทางให้เป็นพิเศษ แถมระหว่างต่อสู้กัน ยังช่วยใช้คาถาคมวายุไล่ต้อนสัตว์อสูร ทำให้ธนูของเฉินเฟิงยิงเข้าเป้าได้มากกว่าเดิมมาก แน่นอนว่าพวกที่ตกเป็นฝ่ายซวยย่อมจะเป็นสัตว์อสูรในทะเลทรายนั่นเอง

กำไรที่ได้มาโดยไม่คาดคิดอีกอย่างคือทักษะสื่อสารของนักฝึกสัตว์ได้เลื่อนขึ้นอีก ๑ ระดับอย่างเงียบเชียบ

เดินมาได้ ๔ ชั่วโมงเต็มๆ ค่อยทะลุผ่านทะเลทรายมรณะมาได้ ตอนที่ย่างเท้าขึ้นสู่เนินเขาทางตะวันออก ทั้งสามและซวงเว่ยถูกทรายเกาะจนกลายเป็นสีเหลืองไปหมดทั้งตัว

ที่นี่คือที่ราบสูงดินเหลืองอันเป็นจุดเริ่มต้นทางตะวันออกสุดของเทือกเขาไทแทน และยังอยู่ห่างจากสถานที่อันเป็นจุดหมายปลายทางอีกครึ่งหนึ่ง หลังจากตบไล่ทรายที่เกาะเต็มตัวออก สามคนสองสัตว์ก็เข้าไปพักผ่อนชั่วคราวตรงจุดเชื่อมต่อระหว่างที่ราบสูงกับทะเลทราย

เห็นข้างหน้ามีป้อมดินเล็กๆ อยู่ป้อมหนึ่งซึ่งระบบไม่ได้ตั้งชื่อให้ แต่ทุกคนพร้อมใจกันเรียกมันอย่างคุ้นเคยว่า ป้อมข้ามทะเลทราย จากจุดนี้มุ่งหน้าไปทางเหนือจะไปถึงหุบเขามรณะ อันเป็นสถานที่ที่อันตรายที่สุดในบรรดาสถานที่ทั้งหมดที่เปิดให้เข้าเล่นในปัจจุบัน มุ่งหน้าไปทางใต้จะไปถึงหมู่บ้านเล็กๆ ที่ชื่อว่า หมู่บ้านอิวะ ที่นั่นเป็นฐานหลักของสมาคมนินจา

แม้จะเป็นเซียวหยาวที่ได้อาชีพนินจามาแล้ว ก็ยังไม่ค่อยกล้าที่จะข้ามทะเลทรายมรณะเพียงลำพัง และหากเธอไม่มีเพื่อนร่วมทางมาด้วย ก็มักจะมารอหาผู้เล่นที่จะผ่านมาเป็นเพื่อนร่วมทางที่นี่

ผู้เล่นที่เคยข้ามทะเลทรายมรณะมาก่อนต่างก็ทราบดีว่า การเข้าไปในทะเลทรายมรณะคนเดียวนั้นอันตรายมาก

เฉินเฟิงเพิ่งจะลงจากหลังม้า ระบบก็แจ้งให้ทราบว่าทักษะขี่ม้าเลื่อนขึ้นอีก ๑ ระดับ กลายเป็นทักษะที่สองที่ทะลุผ่านระดับ ๕ ไปได้

พอเข้าไปในป้อมข้ามทะเลทราย เฉินเฟิงก็รู้สึกผิดปกติทันที หลายฝูเองก็แสดงท่าทีลุกลี้ลุกลน แต่ในป้อมไม่มีอะไรเลยสักอย่างจริงๆ

เซียวหยาวเดินอาดๆ เข้าไปในป้อม แล้วนั่งลงบนเก้าอี้หินหนึ่งในหลายตัวที่วางอยู่ข้างใน

ถึงแม้วิหารจันทราเทพจะสังเกตเห็นท่าทางผิดปกติของเฉินเฟิง แต่ความอ่อนเพลียเป็นฝ่ายชนะความระวังตัว เธอจึงหยุดชะงักแค่ไม่กี่วินาทีก็วิ่งเข้าไปนั่งลงบนเก้าอี้หินข้างๆ เซียวหยาวโดยไม่สนใจเฉินเฟิงที่ยังคงยืนค้างอยู่ที่ปากประตู

เซียวหยาวมองเฉินเฟิงแล้วพูดว่า

“ไม่เข้ามานั่งพักซักหน่อยล่ะ ? นายน่ะขี่ม้ามาตลอดทางถึงได้ยังไหวอยู่ แต่พวกเราไม่ไหวแล้วนะ แถมนี่เพิ่งจะมาได้ครึ่งทางเอง”

พอได้ยินว่าเพิ่งจะมาได้ครึ่งทาง วิหารจันทราเทพก็ปลดดาบสั้นกับโล่ลงทันที แล้วลงนอนแผ่พลางพูดว่า

“ท่านหัวหน้ากลุ่มเฉินเฟิงผู้ยิ่งหญ่ายยยย จะให้เดินทางต่อน่ะได้...แต่อย่างน้อยต้องรอให้พวกเราได้พักสักครึ่งชั่วโมงก่อน ไม่อย่างนั้นฉันคงต้องประกาศขอถอนตัวแล้วล่ะ”

เฉินเฟิงยิ้มจืดๆ “เธอสองคนลำบากแย่เลย แต่ผมมีม้าผมก็ต้องขี่ม้าสิ เรื่องอะไรจะยอมเดินให้เมื่อยล่ะ ? แถมค่าเลี้ยงดูม้าตัวนี้ก็ไม่ใช่ถูกๆ เลยนะ ! แล้วก็...ขอถามท่านเซียวหยาวนินจาผู้ยิ่งหญ่ายยย หรือเธอไม่รู้สึกเลยว่าในป้อมนี้มีคนอื่นอยู่ด้วย ?”


แก้ไขเมื่อ 3 ก.พ. 2555, 08:24 โดย

หลินโหม่ว เข้าร่วมเมื่อ 2 ก.พ. 2555, 20:28

0 ความคิดเห็น