หัวข้อ : เล่มที่ ๑ ยอดฝีมือซื่อบื้อ ตอนที่ ๑๐ ท่าจู่โจมอันทรงพลัง

โพสต์เมื่อ 2 ก.พ. 2555, 20:30

ตอนที่ ๑๐

 

ท่าจู่โจมอันทรงพลัง

 

 

หลังจากพักผ่อนได้ครู่หนึ่ง ทั้งสามก็ตามแกะรอยวานรขนทองกันต่อไป

เนื่องจากป่าโปร่งขึ้นมาก เฉินเฟิงจึงกลับขึ้นขี่หลังซวงเว่ยอีกครั้ง เมื่อเขาเอากล้องส่องทางไกลออกมาส่องดู เซียวหยาวก็หน้าผิดสีไปเล็กน้อยทันที

วิหารจันทราเทพถามอย่างแปลกใจ “เฉินเฟิง นี่อะไรอีกล่ะ ?”

เฉินเฟิงทำหน้างง มองกล้องส่องทางไกลในมือแล้วหัวเราะ

“ก็กล้องส่องทางไกลไง ! หรือกระทั่งไอ้นี่เธอก็ไม่ได้ซื้อ ? ผมนึกว่าคนอื่นๆ จะซื้อพกติดตัวไว้อย่างน้อยหนึ่งตัวเหมือนผมกันทุกคนซะอีก นี่เป็นของชิ้นแรกที่ผมซื้อในร้านขายไอเท็มเลยนะ วิธีใช้ก็เหมือนกับในโลกความจริง แล้วยัง...” พูดยังไม่ทันจบ เซียวหยาวก็สอดคำขึ้นทันควัน

“นายนึกว่าคนอื่นเขาจะมีนิสัยแปลกๆ เหมือนนายกันทุกคนหรือไง ? ผู้เล่นเกมส่วนมากเขาซื้อแค่ยาฟื้นพลังกับม้วนคาถากลับบ้านกันทั้งนั้น เขาไม่ซื้ออย่างอื่นกันหรอก เพราะอาวุธกับเกราะป้องกันดีๆ น่ะแพงจะตาย ถ้าไม่ยอมหัดประหยัด เอาแต่ซื้อของที่จะมีหรือไม่มีก็ไม่เดือดร้อนเหมือนนาย ก็อย่าหวังเลยว่าชีวิตนี้จะเลื่อนระดับได้”

“นั่นสิ” วิหารจันทราเทพเห็นด้วย “ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมเธอถึงมีเกราะกับอาวุธดีๆ แถมยังมีไอเท็มอีกเยอะแยะ ดูเธอก็ไม่เห็นเหมือนพวกที่ยอมจ่ายเงินจริงซื้อเงินในเกมสักหน่อย เธอทำได้ยังไงกันน่ะ !”

เฉินเฟิงกำลังนึกประหลาดใจว่าทำไมอยู่ๆ เซียวหยาวถึงได้พูดขัดขึ้นมา ในช่องเพื่อนก็มีข้อความจากเซียวหยาวส่งมาว่า

“เฉินเฟิง ขอโทษนะ ฉันดีใจที่นายยินดีแบ่งปันสิ่งที่นายค้นพบอย่างไม่เห็นแก่ตัว วิหารจันทราเทพเองก็เป็นเพื่อนสนิทของฉัน แต่ยกโทษให้ที่ฉันจำต้องเห็นแก่ตัวด้วยเถอะ ฉันเป็นสมาชิกของสมาคมนินจา จึงมีหน้าที่ต้องรักษาความลับในการได้อาชีพนินจา ฉันรู้ดีว่านายไม่ได้สนใจความลับนี่อะไรนักหนา แต่ฉันจำเป็นต้องทำแบบนี้ ถ้านายคิดจะบอกความลับเรื่องทักษะอาชีพของนินจาให้ได้จริงๆ ก็ช่วยรอจนฉันไม่อยู่แล้วค่อยพูดได้หรือเปล่า ? ฉันขอโทษด้วยนะ !”

หลังจากอ่านข้อความจบ เฉินเฟิงก็งงไป เพิ่งนึกได้ว่าการใช้กล้องส่องทางไกลจะทำให้ได้ทักษะสืบเสาะของนินจา เรื่องนี้เป็นความลับของพวกสมาคมนินจาหรอกหรือเนี่ย !

เขาลืมคิดถึงเรื่องที่เซียวหยาวเองก็เป็นนินจาไปเสียสนิท...

พอฟังสองสาวพูดจบ เฉินเฟิงก็นึกได้ว่าพวกผู้เล่นที่เขาเคยเจอมาต่างก็ใช้จ่ายอย่างเขียมๆ กันทั้งนั้น ไม่มีใครพกไอเท็มติดตัวทีละกองพะเนินอย่างเขาสักคน กระทั่งผู้เล่นที่ใช้อาวุธสองชนิดยังไม่ค่อยจะเห็นเลย แฟนนี่เองก็เคยบอกหลังจากที่เขากวาดซื้อไอเท็มซะกองพะเนินว่า เขาเป็นผู้เล่นที่ซื้อไอเท็มมากที่สุดในรอบหนึ่งปีมานี้ ตอนนั้นเขาเองไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก มิน่าล่ะเขาถึงรู้สึกว่าทักษะอาชีพไม่เห็นจะได้มายากเย็นสักเท่าไหร่เลย แถมยังสงสัยมานานว่าทำไมทุกคนถึงเห็นการได้ทักษะอาชีพเป็นความลับสำคัญไปได้ ในที่สุดเขาก็ได้คำตอบสำหรับปัญหาที่เคยขบไม่แตกนี้แล้ว

เฉินเฟิงส่งข้อความตอบเซียวหยาวไปว่า

“อื้ม ไม่เป็นไรหรอก เผอิญผมลืมไปว่าคุณเป็นนินจา ผมเข้าใจดีว่าคุณลำบากใจ ครั้งหน้าผมจะระวังก็แล้วกัน”

เห็นสีหน้าเซียวหยาวกลับเป็นปกติแล้ว เฉินเฟิงก็ตอบคำถามของวิหารจันทราเทพที่ถามค้างอยู่ว่า

“แหะๆ ตอนที่เพิ่งจะเข้ามาในเกม ผมก็แค่บังเอิญโชคดีหน่อยเท่านั้นเอง เธอลืมตอนที่เราเจอกันครั้งแรกแล้วหรือ ?”

“ไม่ได้ลืมหรอก แต่เธอยังไม่ได้บอกเลยว่าฆ่าสัตว์อสูร ๕๑ ตัวนั้นและเลื่อนขึ้นเป็นระดับ ๓๐ ได้ยังไง จนตอนนี้ฉันก็ยังงงอยู่เลย”

เฉินเฟิงทบทวนเรื่องทั้งหมดในใจก่อน พอพบว่าไม่มีตรงไหนเกี่ยวข้องกับทักษะของอาชีพนินจา จึงค่อยเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนที่เขาเพิ่งจะเข้ามาในเกมให้สองสาวฟัง

เมื่อเฉินเฟิงเอ่ยถึงพฤกษ์ไพธอนสารหนูแดง เซียวหยาวกับวิหารจันทราเทพต่างก็ร้องอุทานด้วยความตกใจ เพราะครั้งแรกของผู้เริ่มต้นแทบทุกคนต่างมอบให้มันกันทั้งนั้น---

อย่าเผลอคิดลึกน่า...หมายถึงประสบการณ์ตายครั้งแรกหรอก

หลังจากฟังเรื่องของเฉินเฟิงจบ ทั้งสองได้แต่พูดว่าเขาโชคดีจริงๆ โคตรรรรรจะโชคดีเลยจริงๆ

ถ้าพฤกษ์ไพธอนสารหนูแดงไม่ได้ตบรางวัลด้วยการสะบัดหางใส่เขา แต่เปลี่ยนเป็นอ้าปากงับเบาๆ ถ้าไม่เพราะมีหนอนเขียวเขี้ยวเหล็กไหลฝูงใหญ่มาออกันแออัดยั้วเยี้ย แต่มีแค่ ๒ - ๓ ตัวละก็ พลังโจมตีไม่มีทางมากพอแน่ ถ้าไม่เพราะเฉินเฟิงโดนดีดกระเด็นห่างออกไกลลิบถึง ๒๐ เมตร ถ้าเขาตกลงใกล้กว่านั้นแค่นิดเดียวละก็ มีหวังได้กลายเป็นตอตะโกแน่...ขอแค่ข้อใดข้อหนึ่งใน ๓ ข้อข้างต้นเปลี่ยนไปไม่เป็นไปตามนั้น เฉินเฟิงก็มีแต่ต้องมอบครั้งแรกของตัวเองออกไปแต่โดยดีสถานเดียว

แต่จะว่าไป ตอนนั้นระดับของเฉินเฟิงยังอยู่แค่ระดับ ๑ ต่อให้ตายไป ก็ไม่มีอะไรต้องเสีย

เซียวหยาวพูดว่าชักอยากจะลองไปเปิด username ใหม่เพื่อเสี่ยงดวงดูสักครั้ง เผื่อจะฟลุคโชคดีแบบนี้บ้าง ก็จะได้ username สุดวิเศษมาในทันที ถึงเวลานั้นค่อยจัดการขาย username นั้นทิ้ง แล้วเก็บไอเท็มที่ได้เอาไว้ เพราะถึงยังไงก่อนจะลงทะเบียน ระดับ ๓๐ ก็สามารถขายได้ในราคา ๕,๐๐๐ - ๖,๐๐๐ เหรียญ

เซียวหยาวเพิ่งจะฝันหวานจบ วิหารจันทราเทพก็จัดแจงสาดน้ำเย็นปลุกเธอให้ตื่นทันทีด้วยการบอกว่า

อัตราส่วนของรูปแบบการโจมตีของพฤกษ์ไพธอนสารหนูแดงคือ ใช้วิธีกัด ๗๐% ใช้วิธีพ่นพิษ ๑๐% ใช้วิธีรัดจนเหยื่อตาย ๑๕% ส่วนอัตราส่วนในการสะบัดหางตบมีเพียง ๕% นี่เป็นข้อมูลที่ทางบริษัทเกมให้มา ไม่มีทางผิดพลาดอย่างแน่นอน

เมื่อบวกกับอัตราส่วนในการปรากฏตัวที่หนึ่งเดือนจะปรากฏเพียง ๒ ครั้ง และอัตราส่วนความเป็นไปได้ที่หนอนเขียวเขี้ยวเหล็กไหลจะหนีไป (เพราะมีสัตว์อสูรระดับราชาปรากฏตัว สัตว์อสูรระดับสัตว์เล็กสัตว์น้อยจึงต้องหนีไปซ่อนตัว) สงสัยว่ากว่าจะรอถึงตอนนั้น ค่าใช้จ่ายของ username ใหม่ของเซียวหยาวคงเกิน ๕,๐๐๐ - ๖,๐๐๐ เหรียญไปแล้ว

นับว่ากาละฟ้า ชัยภูมิ มนุษย์ประสาน ขาดไม่ได้แม้แต่อย่างเดียวจริงๆ !

ก่อนนี้เฉินเฟิงคิดแค่ว่าตัวเองค่อนข้างโชคดี นึกไม่ถึงเลยว่าเขาโคตรรรรรรจะโชคดีต่างหาก การจะบังเอิญโชคดีหลายๆ อย่างพร้อมๆ กันแบบนี้ กล่าวได้ว่าพบได้หวังไม่ได้จริงๆ

ดูท่าต่อไปต้องห้ามพูดว่าเขาแค่ค่อนข้างโชคดีซะแล้ว เพราะเกิดคนอื่นรู้เข้า มีหวังได้โดนอัดแบนติดดินแน่

พอเซียวหยาวกับวิหารจันทราเทพฟังจบ ก็จัดการช่วยกันเหยียบเฉินเฟิงแบนติดดินทันที เดิมทีทั้งสองยังรู้สึกเกรงใจอยู่หน่อยๆ ที่แบ่งแต่สร้อยคอให้เฉินเฟิง มาตอนนี้ความเกรงใจหายวับไม่มีเหลือ

เฉินเฟิงโวยวายประท้วงอย่างน่าสงสาร แต่สองสาวไม่นึกสงสารเลยสักนิด แถมยังตกลงกันว่าต่อไปของที่ฆ่าสัตว์ประหลาดแล้วได้มาทั้งหมดต้องแบ่งเป็น ๕ ส่วน เฉินเฟิงหลงนึกว่าแบ่งให้หลายฝูกับซวงเว่ยด้วย แบบนั้นเขาคงเกรงใจแย่ แต่สองสาวแดกดันว่าเขาฝันหวานเกินไปแล้ว พวกเธอสองคนจะแบ่งกันคนละ ๒ ส่วน เฉินเฟิงได้แค่ ๑ ส่วนต่างหาก !

พอได้ฟังคำตอบ เฉินเฟิงก็อ้าปากค้าง หลังจากได้สติก็พยายามประท้วงสุดใจขาดดิ้น แต่ก็ไร้ผล จึงได้แต่นึกแค้นตัวเองที่ไม่น่าไปเล่าประสบการณ์ให้สองสาวฟังเลย เพราะการโชคดีเกินไปจะทำให้คนอื่นเขาริษยาเอาได้

ขณะที่ทั้งสามกำลังเอะอะเอ็ดตะโรกัน หลายฝูก็แสดงอาการบอกว่าพบสัตว์อสูร ทั้งสามจึงรีบเปลี่ยนมาระวังตัวแจอย่างรวดเร็ว เพราะสัตว์อสูรแถวนี้เคี้ยวไม่ง่ายเลยสักตัว

“เจี๊ยกๆ ! เจี๊ยกๆ !”

เป้าหมายปรากฏตัวแล้วจริงๆ !

วานรขนทอง สูงประมาณ ๕ ฟุต ตลอดร่างเปล่งแสงสีทองเรื่อเรือง พอเห็นคนทั้งสาม นอกจากจะไม่เลี่ยงหนีไปแล้ว มันยังแยกเขี้ยวยิงฟันทำท่ากระเหี้ยนกระหือรืออีกต่างหาก

ที่น่าขำคือ ในมือมันถือของบางอย่างที่ดูคล้ายกระบอง ยาวประมาณ ๕ ฟุต ตัวกระบองเป็นสีทองเช่นกัน มันควงกระบองดังฟิ้วๆ เห็นแล้วทำให้นึกถึงซุนอู้คง (เห้งเจีย) ในเรื่องไซอิ๋วขึ้นมาทันที

เฉินเฟิงเห็นเข้าก็พูดว่า “ซวงเว่ย ช่วยบอกข้อมูลของวานรขนทองให้หน่อย”

พอเห็นอยู่ดีๆ เฉินเฟิงก็พูดกับซวงเว่ย สองสาวต่างตะลึง ถามขึ้นพร้อมกันว่า

“กินยาผิดมาเรอะเฉินเฟิง ซวงเว่ยจะไปพูดได้ได้ยังไง ?”

เฉินเฟิงบอกว่า “พูดได้สิ ! แต่มันบอกว่าค้นไม่พบข้อมูลของวานรขนทอง หรือไอ้ลิงตัวนี้ระดับมันจะสูงกว่า ๔๐ ?”

“อย่าพูดให้ขำหน่อยเลยน่า” เซียวหยาวว่า “ทำไมพวกเราไม่เห็นได้ยินซวงเว่ยพูดเลย ? วานรขนทองระดับเกิน ๔๐ จริงๆ นั่นล่ะ ระดับของมันคือ ๔๕ ธาตุลมเหมือนกัน”

“อ๋อ เวลาซวงเว่ยพูดจะมีแต่ผมคนเดียวที่ได้ยิน ความจริงหลายฝูก็พูดได้เหมือนกันนะ ! มันแสนรู้กว่าซวงเว่ยด้วย ค่อนข้างจะคล้ายกับสุนัขในโลกความจริง มันใช้เสียงเห่าพูดคุยกับเราได้ แต่ผมไม่ค่อยได้พูดกับมันนักหรอก”

สองสาวยังคงมองมาเหมือนมองคนบ้า ทำเอาเฉินเฟิงโมโหจนแทบจะลงจากหลังม้า ร้องว่า

“เรื่องอะไรผมต้องโกหกพวกเธอด้วย นี่ก็เป็นทักษะอย่างหนึ่งเหมือนกันนะ ! ทักษะสื่อสารของนักฝึกสัตว์ แต่ต้องได้ระดับ ๓ ขึ้นไปสัตว์เลี้ยงถึงจะพูดได้ ถ้าไม่เชื่อ วันหลังก็ลองไปถามหมาป่าโลหิตดูสิ”

สองสาวทำท่าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ก็ไม่มีโอกาสจะขอหลักฐานยืนยัน เพราะวานรขนทองกำลังเคืองจัดที่ถูกทั้งสามเมิน จึงเคลื่อนมาอยู่ด้านข้างทั้งสามในพริบตา เงื้อกระบองในมือขึ้น แล้วฟาดลงทักทายใส่ทั้งสามทันที

ระหว่างรีบร้อนตั้งตัว เซียวหยาวได้ประมือกับวานรขนทองไปแล้วหลายกระบวนท่า คิดไม่ถึงว่ากำลังแขนของวานรขนทองจะมากขนาดนี้ เพราะตอนดาบซามูไรฟันลงใส่กระบอง เสียงที่ดังขึ้นคือเสียงโลหะกระทบกัน

“เช้ง ! เช้ง !”

เซียวหยาวถูกกดดันจนต้องถอยไปหลายก้าวติดๆ กัน วิหารจันทราเทพรีบเข้าไปช่วยหนุนทันที แต่คิดไม่ถึงว่าพอยกโล่ทองเหลืองขึ้นกันปุ๊บ โล่ก็แตกดัง “เปรี๊ยะ !” แสดงว่าพลังโจมตีแต่ละครั้งของวานรขนทองสูงเกินกว่า ๕๐๐ จุด

โล่จะถูกออกแบบมาให้สามารถป้องกันได้เหนือกว่าพลังป้องกันสูงสุดของตัวมันเอง ๒ เท่าตัว มีแต่พลังโจมตีในครั้งเดียวที่สูงกว่าสองเท่าของพลังป้องกันสูงสุดของมันเท่านั้นที่จะทำให้มันแตกในทันทีได้ ถ้าพลังโจมตีต่ำกว่าพลังป้องกันของโล่ โล่จะไม่เป็นอะไรเลย ถ้าพลังโจมตีสูงกว่าพลังป้องกันของโล่ แต่น้อยกว่าสองเท่าของพลังป้องกัน พลังป้องกันของโล่จะถูกทอนให้ลดลง ๑/๑๐

โล่ทองเหลืองอยู่ระดับที่ ๔ มีพลังป้องกัน ๒๕๐ จุด ทั้งสามต่างทราบดีว่า การที่วานรขนทองสามารถฟาดโล่ทองเหลืองแตกในครั้งเดียวได้นั้นหมายถึงอะไร

ที่เมื่อครู่ทั้งสามยังมีแก่ใจพูดคุยล้อเล่นกันได้ เพราะไม่ได้นึกกลัวลิงตัวนี้เท่าไร ใครจะไปนึกว่าดันเจอของแข็งเข้าให้ซะแล้ว !

พลังโจมตีในชั่วพริบตาของวานรขนทองสูงเกินไปจนทำให้ยาฟื้นพลังระดับต่ำช่วยฟื้นพลังให้วิหารจันทราเทพไม่ทัน จึงต้องใช้ยาฟื้นพลังระดับกลางและระดับสูง อันหมายความว่าเงินไหลออกจากกระเป๋าเร็วจี๋จนน้ำตาแทบร่วง !

หน้าไม้ของเฉินเฟิงยิงในระยะห่าง ๓ ก้าว ยังโดนวานรขนทองแค่ไม่กี่ดอก เพราะมันย้ายตำแหน่งได้เร็วมาก แถมเน้นเกาะติดเล่นงานแต่เซียวหยาวกับวิหารจันทราเทพจนทำให้เฉินเฟิงไม่ค่อยกล้ายิงหน้าไม้ใส่มัน เพราะกลัวจะพลาดไปโดนสองสาวเข้า

วานรขนทองยิ่งสู้ก็ยิ่งคล่องตัว แถมมีการจงใจผลักสองสาวไปรับลูกดอกของเฉินเฟิงอีกต่างหาก ทำเอาหลังจากเฉินเฟิงยิงพลาดไปโดนเซียวหยาวเข้าหนหนึ่งแล้ว ก็ไม่กล้ายิงหน้าไม้ใส่มันอีก และแน่นอนว่าเฉินเฟิงโดนเซียวหยาวส่งข้อความด่าเช็ดมาเป็นชุด

วานรขนทองร้ายกาจขึ้นทุกขณะ มันควงกระบองอย่างสุดกร่างกว่าเดิม

หลายฝูเห็นพวกเจ้านายล้อมเข้าเล่นงานวานรขนทอง ก็รีบเข้าไปช่วยด้วย แต่ดันยิ่งช่วยยิ่งซวย เพราะพอใช้คาถาคมวายุหมายสกัดความเคลื่อนไหวของวานรขนทอง ก็ดันไปช่วยเสริมให้วานรขนทองที่สังกัดธาตุลมเหมือนกันเคลื่อนไหวได้เร็วขึ้นเสียนี่ ท่าบุกทะลวงก็ทะลวงไม่ถูกเป้า พอคิดจะกัดหรือตะปบ ก็ดันกัดไม่โดนแม้แต่ปลายก้อย

เซียวหยาวกับวิหารจันทราเทพถูกเล่นงานจนมือเท้าอ่อนแรงไปหมด แรงสะเทือนจากการปะทะแต่ละครั้งทำให้ความเคลื่อนไหวของพวกเธอช้าลงทุกที

เฉินเฟิงเห็นสถานการณ์ชักจะวิกฤติ ก็สั่งให้หลายฝูหลบไปด้านข้าง เก็บหน้าไม้เปลี่ยนเป็นทวนยาว แล้วตวาดบอกเซียวหยาวกับวิหารจันทราเทพเสียงดังลั่น

“รีบถอย !”

จากนั้นหนีบท้องซวงเว่ยพลางตะโกนว่า

“ซวงเว่ย บุกทะลวงสองเท่า !”

ซวงเว่ยส่งเสียงร้องก้อง พอเซียวหยาวกับวิหารจันทราเทพได้ยินเสียงลมดังมาจากด้านหลัง ก็รีบแยกย้ายไปซ้ายขวาทิ้งตัวลงหมอบหลบกับพื้นทันทีจนพื้นดินมีละอองฝุ่นฟุ้งขึ้นมากลุ่มใหญ่

ชั่วพริบตานั้นสายตาของวานรขนทองถูกบังไปหลายวินาที เสียงลมคำรามพุ่งวาบเข้าหา ทวนของเฉินเฟิงพุ่งเข้าปะทะกระบองของวานรขนทองโดยแรง

“เคล้ง !”

วานรขนทองถลาถอยหลังไปสิบกว่าก้าว กระบองหลุดจากมือกระเด็นห่างไปสามเมตร ร่วงตกพื้นดัง “เคล้ง ! เคล้ง !” แล้วหยุดนิ่ง

เฉินเฟิงไม่คิดอยู่แล้วว่าโจมตีแค่นี้จะฆ่าวานรขนทองได้ แต่ก่อนหน้านี้เขาเคยทดลองท่าบุกทะลวงสองเท่าของซวงเว่ยมาก่อน จึงรู้ว่าถึงแม้พลังโจมตีจะไม่ได้เพิ่มเป็นสองเท่า แต่ขอแค่โจมตีถูกเป้า สัตว์อสูรที่ถูกโจมตีจะตัวชาขยับไม่ได้ไปประมาณ ๑ - ๒ นาที

เขาไม่พูดพล่ามทำเพลง รีบลงจากหลังม้า หยิบเชือกออกมา แล้วมัดวานรขนทองอย่างแน่นหนายิ่งกว่ามัดบ๊ะจ่างเสียอีก

ในศีรษะมีเสียงจากระบบดังขึ้นว่า

“ผู้เล่นเฉินเฟิงจับสัตว์เลี้ยงได้อย่างราบรื่น เนื่องจากระดับไม่พอ ไม่สามารถกำราบได้ ผู้เล่นเฉินเฟิงปฏิบัติตามเงื่อนไขลุล่วง ได้เลื่อนระดับทักษะจับของนักฝึกสัตว์ เลื่อนเป็นระดับที่......ได้เลื่อนระดับทักษะจับของนักฝึกสัตว์ เลื่อนเป็นระดับที่ ๖ ผู้เล่นเฉินเฟิงปฏิบัติตามเงื่อนไขลุล่วง ได้เลื่อนระดับทักษะขี่ม้าของอัศวิน เลื่อนเป็นระดับที่ ๗ ได้เลื่อนระดับทักษะบุกจู่โจม บุกทะลวง เลื่อนเป็นระดับที่ ๖

เฉินเฟิงตะลึง ทำไมการใช้ทักษะปราบสัตว์อสูรที่ระดับสูงกว่าตัวเองมากๆ มันถึงเลื่อนระดับได้เร็วจนโอเวอร์แบบนี้ ? อย่างนั้นตัวเขาจะรีบๆ ได้อาชีพไหนสักอาชีพดี หรือจะยังอยู่ระดับนี้ไปก่อนแล้วฝึกทักษะเพิ่มอีกสักหน่อยดีหว่า ?

ความจริงเฉินเฟิงคิดมากเกินไปแล้ว ถ้าวันนี้เขาต้องมาเจอวานรขนทองเพียงลำพังละก็ อย่าหวังเลยว่าจะใช้ท่าบุกทะลวงสองเท่าเล่นงานมันโดนได้ หากไม่มีเซียวหยาวกับวิหารจันทราเทพช่วยดึงความสนใจของวานรขนทอง ต่อให้บุกทะลวงสักร้อยหน ก็อย่าหวังว่าจะโดนแม้แต่หนเดียว !

หลังจากที่เซียวหยาวกับวิหารจันทราเทพลุกขึ้นมาแล้ว ก็ตบไล่ฝุ่นบนตัว จากนั้นเห็นวานรขนทองถูกมัดกลายเป็นบ๊ะจ่างลิง ร้องเจี๊ยกๆ พยายามดิ้นให้หลุดสุดฤทธิ์ ส่วนเฉิงเฟิงยืนเอ๋อตาค้างอยู่ข้างๆ

ดูเหมือนทุกครั้งพอจัดการเรื่องไหนๆ เสร็จ เฉินเฟิงจะมีอาการอปกติแบบนี้ทุกทีสิน่า ไม่รู้ว่าส่วนไหนของสมองมีปัญหา แต่ท่าทางเหม่อๆ เอ๋อๆ แบบนั้นเห็นแล้วก็อดขำไม่ได้ สองสาวจึงหันมาสบตากัน แล้วเอามือกุมท้องหัวเราะลั่น

เฉินเฟิงถูกเสียงหัวเราะจนโอเวอร์ของสองสาวเรียกสติกลับคืนมา เห็นสองสาวหัวเราะเป็นบ้าเป็นหลังอีกแล้ว ก็นึกในใจว่าไม่เข้าใจเลยว่าทำไมสองคนนี้ถึงชอบหัวเราะกันนัก ครั้งก่อนตอนกลับจากเด็ดดอกไม้เจ็ดสี สองคนนี้ก็มองเขาแล้วเอาแต่หัวเราะตัวงอเหมือนตอนนี้เปี๊ยบ เขามีอะไรตลกตรงไหนหรือไงนะ เฉินเฟิงนึกสงสัยพลางตวัดค้อนจนตาคว่ำให้สองสาว

เซียวหยาวกับวิหารจันทราเทพเห็นเฉินเฟิงได้สติแล้ว ก็พยายามกลั้นยิ้มเพราะเดี๋ยวเฉินเฟิงจะงอนตุ๊บป่องแบบครั้งก่อนอีก

เฉินเฟิงเห็นสองสาวพยายามกลั้นยิ้ม ก็เลิกงอน แล้วหยิบกระบองที่ตกพื้นเมื่อครู่ขึ้นมา พอได้ถือดูก็พบว่ากระบองหนักไม่ใช่เล่น เขาลองควงไปมา ๒ - ๓ ที กินแรงไม่เบาเลยแฮะ เห็นวานรขนทองควงสบายๆ แบบนั้น นึกไม่ถึงว่าพอตัวเองลองทำดูบ้างดันยากเป็นบ้า !

เขาใช้ม้วนคาถาปลดผนึก ๑ ม้วน ผลปรากฏว่า...อาวุธประเภทหนักระดับที่ ๖ กระบองห่วงทองสมปรารถนา คุณสมบัติเสริมสามารถยืดหดได้ พลังโจมตี ๗๐๐ จุด นี่มันอาวุธระดับไอเท็มชั้นสูงนี่นา !

เฉินเฟิงตะลึงจ้องข้อความที่ระบบแสดงให้เห็น เซียวหยาวกับวิหารจันทราเทพหยุดหัวเราะได้ในที่สุด พอหันมามอง ไหงเฉินเฟิงถึงทำหน้าเอ๋ออีกแล้วล่ะนั่น จึงเดินเข้าไปใกล้ เซียวหยาวคว้ากระบองห่วงทองสมปรารถนามาจากมือเฉินเฟิง พอดูข้อความแจ้งจบ ก็มีอาการใบ้รับประทานแบบเดียวกับเฉินเฟิงไม่มีผิด

วิหารจันทราเทพเห็นแล้วงงไปหมด บ่นว่า

“โรคของเฉินเฟิงติดต่อได้ด้วยหรือเนี่ย ?” จากนั้นรับกระบองมาดู แล้วร้องกรี๊ดทันทีอย่างตื่นเต้น “ว้าว ! พวกเราได้ไอเท็มชั้นสูงด้วย”

ปัจจุบันไอเท็มอาวุธที่สามารถหาซื้อได้ในเกมราชาแห่งราชันสูงสุดมีแค่ระดับที่ ๕ เท่านั้น ไอเท็มระดับสูงกว่านี้มีแต่ต้องไปฆ่าสัตว์อสูรถึงจะได้มา อาวุธที่สูงกว่าระดับที่ ๕ ไม่ว่าชิ้นไหน ต่างก็แพงหูดับตับไหม้ทั้งสิ้น

ดาบซามูไรของเซียวหยาวอยู่ระดับที่ ๕ ราคาในตลาดมืดสูงถึง ๓,๐๐๐ เหรียญทอง อาวุธระดับที่ ๖ จะขายได้ราคาสักเท่าไร ไม่ต้องบอกก็คงรู้ว่าต้องไม่น้อยกว่าหลายพันเหรียญทอง หรืออาจถึงหนึ่งหมื่นเหรียญทอง เรียกได้ว่าทั้งสามรวยในพริบตาแล้ว มิน่าล่ะวานรขนทองโจมตีแต่ละทีถึงได้สูงเกิน ๕๐๐ จุด

แต่ปัญหาในตอนนี้คือ กระบองมีแค่เล่มเดียว แล้วจะแบ่งกันยังไงดี ? ทั้งสามต่างก็เริ่มคิดหนัก

ข้างวิหารจันทราเทพ ต่อให้เธอจำนำไอเท็มที่มีทั้งหมด ก็มีเงินไม่ถึง ๑/๓ ของราคากระบองเล่มนี้

ข้างเซียวหยาวถึงจะดีกว่าหน่อย แต่ถ้าจะให้เธอเอาไอเท็มทั้งหมดของตัวเองรวมทั้งอาวุธไปแลกกระบองที่เธอใช้ไม่ถนัด เธอก็ไม่เอาด้วย

ข้างเฉินเฟิง ถึงจะมีไอเท็มกองเป็นภูเขาเลากา แต่นอกจากไอเท็มที่ปลดผนึกไม่ได้ซึ่งไม่นับแล้ว ของที่แพงที่สุดบนตัวคือเกราะหนังไพธอนแดงทั้งชุดกับเป้เขี้ยวเหล็กไหลจัมโบ้ที่ราคา ๘,๐๐๐ เหรียญทอง แต่ก็ต้องขายออกก่อนถึงจะนับได้ แถมถ้าจะให้เขาแลกของสองอย่างนี้กับกระบองห่วงทองสมปรารถนา เขาก็ไม่เอาด้วยเหมือนกัน

เวลาไม่ได้ไอเท็มดีๆ ละกลุ้มใจ พอได้ไอเท็มดีๆ มา ดันยิ่งกลุ้มหนักกว่าเดิม ทั้งสามเกี่ยงกันไปเกี่ยงกันมาโดยไม่ทราบจะทำอย่างไรดี เพราะไม่มีใครจ่ายค่าชดเชยของอีกสองคนได้เลย จะเอามันมาใช้เป็นอาวุธก็ไม่มีใครเอา เพราะเทียบกับค้อนยักษ์ที่เซียวหยาวขายให้เฉินเฟิงก่อนหน้านี้แล้ว กระบองนี้ยิ่งไม่มีใครเคยใช้หนักเข้าไปอีก เพราะอย่างน้อยค้อนยักษ์นั่นยังพอจะเคยเห็นวางขายในร้านขายไอเท็มมาบ้าง แต่กระบองนี่กระทั่งได้ยินยังไม่เคยได้ยินมาก่อน

สุดท้ายมติประชุมสรุปว่า ให้เฉินเฟิงเก็บไว้ก่อนชั่วคราวก็แล้วกัน รอจนเฉินเฟิงเก็บเงินได้ครบหรือได้ไอเท็มชั้นสูงชิ้นอื่นมาอีก ถึงตอนนั้นค่อยมาแบ่งหรือมาแลกกัน ถือเป็นทางออกที่ช่วยไม่ได้

เฉินเฟิงหยิบกระบองห่วงทองสมปรารถนาขึ้นมาถือ แล้วตะโกนว่า

“จงหดเล็กลง !”

แต่ไร้ซึ่งปฏิกิริยา...

เซียวหยาวล้อว่าเขาเพ้อฝันเกินไปแล้ว สงสัยจะดูเรื่องไซอิ๋วมากเกินไป วิหารจันทราเทพเองก็เห็นด้วย เฉินเฟิงพยายามต่อไปอย่างไม่ยอมแพ้

“กระบองห่วงทอง จงหดเล็กลง !”

ไร้ปฏิกิริยาเหมือนเดิม

“กระบองห่วงทองสมปรารถนา จงหดเล็กลง !”

ก็ยังไร้ปฏิกิริยาอยู่ดี

“กระบองห่วงทองสมปรารถนา จงหดเล็กลงเหลือสามฟุต !”

สองสาวกำลังจะบอกเขาว่าเลิกเล่นอะไรปัญญาอ่อนได้แล้ว กระบองห่วงทองก็ค่อยๆ หดเล็กลงจนเหลือความยาวสามฟุต ตัวกระบองเองก็ผอมลงไปเยอะ ทำเอาสองสาวปากอ้าตาค้าง

เฉินเฟิงลองสั่งให้กระบองห่วงทองยืดและหดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็พบว่าสามารถหดเล็กได้มากที่สุดเหลือความยาวประมาณฝ่ามือ คือ ๑๐ เซนติเมตร ส่วนยืดออกได้ยาวที่สุด เขาลองสั่งถึงแค่ ๒๐ ฟุต แต่หนักจนไม่มีปัญญาจะดันให้ขยับได้ด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่จะให้ควงมัน

เฉินเฟิงถือกระบองห่วงทองที่หดเล็กลงจนเหลือแค่ฟุตเดียวอย่างภูมิใจ แล้วเรียกสองสาวไปดูวานรขนทองซึ่งเป็นรางวัลแห่งชัยชนะอีกหนึ่งชิ้น เพราะต้องเอาไอเท็มตามเงื่อนไขในภารกิจมาให้ได้ก่อนสำคัญที่สุด

เฉินเฟิงกระชากขนจากตัววานรขนทองออกมาหนึ่งกำ แน่นอนว่าถูกวานรขนทองโวยวายประท้วงสุดใจขาดดิ้น สองตาของมันจ้องเฉินเฟิงเขม็ง เหมือนพยายามจะสลักหน้าของเขาเอาไว้ในสมองไปชั่วกัลปาวสาน แต่ไม่มีใครคิดหรอกว่านั่นคือความรักอันลึกล้ำ มีแต่จะคิดว่าเป็นความแค้นอันลึกล้ำเสียมากกว่า เซียวหยาวกับวิหารจันทราเทพเห็นแล้วต่างก็ขนลุกซู่

แต่เฉินเฟิงไม่ยอมถูกมันขู่ เขาเงื้อกระบองเคาะโป๊กลงบนหัววานรขนทอง แล้วแยกเขี้ยวว่า

“จ้องทำซากอะไรหา ! แกมันซวยเองที่ดันตกมาอยู่ในเงื้อมมือฉัน ผู้ชนะเป็นเจ้า ผู้แพ้เป็นโจร ทีเมื่อกี้ล่ะกร่างนักนี่ เอาสิ ! แผลงฤทธิ์มาให้ดูอีกสิ !”

ถึงแม้วานรขนทองจะถูกมัดจนกลายเป็นบ๊ะจ่างลิง แต่ปากไม่ได้ถูกอุดเอาไว้ จึงร้อง “เจี๊ยกเจี๊ยกเจี๊ยก ! เจี๊ยกเจี๊ยก !” สีหน้าสีตาเหมือนจะพูดว่า “เมื่อกี้ข้าแค่เผลอไป แน่จริงก็ปล่อยข้าแล้วมาสู้กันอีกสักตั้งเซ่ !”

เฉินเฟิงเคาะกระบองป๊อกใส่หัวมันอีกหนทันที

“ร้องเข้าไปๆ ! เป็นแต่ร้องเจี๊ยกๆ ! ทำไม ? จะให้ปล่อยแกเรอะ ? ไม่มีทาง ! ฝันไปเหอะ ! คิดว่าฉันโง่นักรึไง ?”

วานรขนทองโดนเคาะหัวไปสองทีก็ไม่กล้าแหกปากร้องอีก ได้แต่มองไปทางเซียวหยาวกับวิหารจันทราเทพตาละห้อย เหมือนจะขอความช่วยเหลือจากสองสาว

สองสาวดูเฉินเฟิงทะเลาะกับวานรขนทองแล้วขำจนหัวเราะคิก ความกลัวหดหายไปไม่มีเหลือ

หลังจากโวยจนพอใจแล้ว สุดท้ายก็ต้องหันมาจัดการกับวานรขนทองตัวนี้ เขากำราบมันไม่ได้ แต่จะปล่อยมันก็ไม่กล้า เพราะทั้งสามไม่คิดจะเผชิญหน้ากับมันอีกหน ถึงจะไม่มีกระบองห่วงทองแล้วก็เถอะ มันก็ยังเป็นตั้งสัตว์อสูรระดับ ๔๕ อยู่ดี

จะฆ่ามันรึ เมื่อกี้จากที่ได้ทะเลาะกัน ทำให้รู้ว่าถึงมันจะเป็นสัตว์ แต่ก็ฉลาดเอาการ ทั้งสามเลยได้แต่เคืองพวกโปรแกรมเมอร์ที่ว่างจัดจนออกแบบลิงตัวนี้ออกมาใกล้เคียงลิงจริงๆ ขนาดนี้ แล้วจะให้เขาสามคนฆ่ามันลงได้ยังไง ?

เฉินเฟิงถามถึงระดับของเซียวหยาว ปรากฏว่าแค่ระดับ ๔๒ ยังต้องรออีก ๓ ระดับถึงจะกำราบมันได้ เฉินเฟิงบอกอย่างใจกว้างว่ายกวานรขนทองตัวนี้ให้เซียวหยาวก็แล้วกัน วิหารจันทราเทพเองก็เห็นด้วยว่ายกให้เป็นสัตว์เลี้ยงของเซียวหยาว

แต่พอเซียวหยาวได้ยินเข้า ก็คัดค้านสุดใจขาดดิ้น เธอบอกว่าขืนให้เธอพาลิงตัวนี้ตามไปด้วยทุกที่ล่ะก็ มีหวังภาพพจน์สาวน้อยผู้น่ารักของเธอได้พังครืนแน่

เฉินเฟิงได้แต่เปลี่ยนเป้าหมายเป็นยกให้วิหารจันทราเทพ แต่วิหารจันทราเทพรีบบอกว่ามีนักบวชหญิงที่ไหนมีสัตว์เลี้ยงเป็นลิงบ้างไม่ทราบ ? แล้วคัดค้านสุดใจขาดดิ้นเหมือนกัน

วานรขนทองระดับตั้ง ๔๕ กลับไม่มีใครเอาซะได้ สองสาวโยนมันกลับมาให้เฉินเฟิง แถมยังพูดอย่างใจกว้างว่าเอาไปฟรีๆ ได้เลย ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยอะไรทั้งสิ้น

สุดท้ายเฉินเฟิงได้แต่ผูกมันไว้บนหลังของซวงเว่ย พามันติดตามไปด้วย รอจนระดับของเขาสูงเท่ากับมันแล้วค่อยกำราบ ไม่ก็แล้วแต่วาสนาก็แล้วกัน !

ไอเท็มตามเงื่อนไข ๓ อย่างได้มาแล้ว ๒ อย่าง แต่ไอเท็มอย่างสุดท้าย ขนของพญาครุฑ กระทั่งเซียวหยาวที่กลายมาเป็นผู้นำทางชั่วคราวก็บอกว่าไม่เคยเห็นมาก่อน แค่ได้ยินมาว่าต้องไปที่ยอดเขาไทแทนที่เป็นยอดเขาหลักของเทือกเขาไทแทนถึงจะมองเห็น แต่เมื่อเข้าไปในอาณาเขตของยอดเขาไทแทน ได้ยินว่ามีโอกาสจะเจอสัตว์อสูรระดับสูงถึง ๕๐ - ๖๐ เซียวหยาวเคยเข้าไปลึกที่สุดก็แค่ที่มาถึงกันตรงนี้เท่านั้น แม้แต่วานรขนทอง เธอเองยังเพิ่งจะเคยพบเป็นครั้งแรกเลย

เคยได้ยินพวกผู้อาวุโสของแต่ละสมาคมบอกว่า ถ้าคิดจะขึ้นไปบนเขาไทแทน อย่างน้อยต้องรวมกลุ่มกัน ๖ - ๗ คน ไม่อย่างนั้นจะได้หวนคืนบ้านเก่าอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะถ้าไปเจอะกับเผ่ามังกรเข้า ขอน้อมเตือนด้วยความหวังดีว่าอย่าไปสู้กับมันเด็ดขาด เพราะถ้าระดับไม่ถึง ๕๐ การถูกฆ่าในพริบตาถือเป็นเรื่องปกติ สัตว์อสูรบนเขาไทแทน กระทั่งในคู่มือสัตว์อสูรก็ไม่มีบันทึกไว้ แต่ได้สุ่มมุ่งหน้าไปเรื่อยๆ เอาเอง

 

ทางขึ้นเขาเดินลำบากไม่ใช่เล่น ระหว่างทางทั้งสามถูกนกฮูกบุกเข้าโจมตีอีกหน แต่เพราะมีประสบการณ์มาแล้วจากครั้งก่อน ความเสียหายที่ได้รับจึงน้อยลงกว่าเดิมหลายเท่า

น่าเสียดายที่ฆ่านกฮูกไปได้แค่ ๒ ตัว แถมไม่ได้ไอเท็มอะไรดีๆ มาเลยสักชิ้น ยาฟื้นพลังก็ถูกใช้ไปจนใกล้จะหมดแล้ว ถ้าต้องเจอสัตว์อสูรเก่งๆ อีกละก็ มีแต่ต้องใช้ม้วนคาถากลับบ้านสถานเดียว รักษาชีวิตไว้ก่อนสำคัญที่สุด อย่างอื่นค่อยว่ากันทีหลัง

ระหว่างทางแม้ทั้งสามต่างระวังตัวแจ แต่ในเมื่อตัดสินใจแล้วว่าหากเกิดอะไรขึ้น ก็จะใช้ม้วนคาถากลับบ้านทันที ทั้งสามจึงถือว่าแค่มาลองสืบเส้นทางดูก็พอ และเริ่มจะเดินไปพลางพูดคุยหยอกล้อกันไปพลางอีกครั้ง

แน่นอนว่าวานรขนทองยังคงโชคร้ายเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน ระหว่างทางมันไม่รู้โดนเฉินเฟิงใช้กระบองห่วงทองเคาะหัวไปกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ได้แต่โทษว่าปีนี้ดวงมันคงซวยเป็นพิเศษ ถึงต้องมาเจอกับเฉินเฟิงที่เป็นตัวนำความซวยมาสู่ชีวิตมันเข้าให้ !


แก้ไขเมื่อ 3 ก.พ. 2555, 08:24 โดย

หลินโหม่ว เข้าร่วมเมื่อ 2 ก.พ. 2555, 20:30

0 ความคิดเห็น