หัวข้อ : บทนำ

โพสต์เมื่อ 10 พ.ค. 2557, 15:32

สามชาติสามภพ ลิขิตเหนือเขนย

 

โดย...ถังชีกงจื่อ

 

เล่ม 1

 

 

บทนำ

 

 

เดือนสามยอดหญ้าสูงงาม เดือนสี่กระจิบน้อยโผบิน เบื้องนอกถิ่นฐานทะเลบูรพา ณ ป่าท้อสิบหลี่มวลหมู่มาลีผลิบานพิลาสล้ำซ้อนสลับนับพันชั้น

 

ครั้นผ่านการครุ่นคิดไตร่ตรองอันเนิ่นนานอย่างพยายามเตะถ่วงยืดเวลาวันแล้ววันเล่าของประมุขทั้งสองเผ่า จวบจนจำเนียรกาลแห่งการร่วมหารืออย่างลำบากยากเข็ญล่วงเลยมาได้สองร้อยยี่สิบสามปี ในที่สุดงานอภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างเผ่าสวรรค์แห่งสวรรค์เก้าชั้นฟ้าและเผ่าจิ้งจอกขาวเก้าหางแห่งชิงชิว จึงค่อยกำหนดมั่นเหมาะได้ในต้นปีนี้

มีการเลือกเฟ้นฤกษ์มงคลอย่างพิถีพิถัน คือปลายฤดูวสันต์ซึ่งดอกท้อบานสะพรั่งพอดิบพอดี

 

สองบ่าวสาวผู้เคราะห์ร้ายถูกเตะถ่วงเลื่อนเวลาออกไปถึงสองร้อยกว่าปีจึงค่อยสมรสกันได้อย่างราบรื่น ก็คือไท่จื่อแห่งสวรรค์เก้าชั้นฟ้า เยี่ยหัวจวิน และองค์หญิงแห่งแคว้นชิงชิว ป๋ายเฉี่ยนซ่างเสิน นั่นเอง

ทั่วสี่ทะเลแปดดินแดนล้วนแต่รอคอยพิธีอภิเษกสมรสครั้งนี้มาเนิ่นนาน เทพเซียนใหญ่น้อยต่างคาดการณ์กันมาหลายเพลา ว่าในเมื่อเป็นวันมงคลสมรสของบ่าวสาวสองท่านนั้น ด้วยอุปนิสัยของเทียนจวินผู้เฒ่าบนสวรรค์ท่านนั้น ขบวนแห่จะต้องจัดอย่างใหญ่โตมโหฬารเป็นที่สุด งานเลี้ยงเองก็ต้องจัดอย่างใหญ่โตเอิกเกริกเป็นที่สุดแน่แท้ เนื่องด้วยนอกจากนี้แล้ว เทพเซียนทุกคนต่างนึกไม่ออกว่าเทียนจวินผู้เฒ่ายังจะสามารถกระทำการอื่นใดเพื่อแสดงถึงอำนาจบารมีแห่งประมุขเผ่าสวรรค์ของตนได้อีก

 

ถึงกระนั้น ยามเมื่อขบวนแห่รับเจ้าสาวอันเดินทางมาจากสวรรค์เบื้องบน เคลื่อนขบวนเลี้ยวเข้าสู่ชิงชิวอย่างเอิกเกริกอลังการ และเผยปรากฏขึ้นที่ริมทะเลสู่กำเนิด[1]บนบรรพตบึงพิรุณ หมีกู่เซียนจวินที่กอดผ้าขนหนูผืนหนึ่งยืนรอท่าอยู่บนฝั่งทะเลฟากตรงข้ามยังคงเห็นว่า บางทีเขาอาจจะประเมินเทียนจวินต่ำเกินไปอยู่ดี

ขบวนแห่รับเจ้าสาวขบวนนี้ ไม่เพียงใหญ่โตอลังการ...แต่อภิมหาใหญ่โตอลังการ

 

หมีกู่เซียนจวินคอยติดตามรับใช้อยู่ข้างกายป๋ายเฉี่ยนเสมอมา ถือเป็นผู้มีอาวุโสเปี่ยมประสบการณ์มิใช่น้อยในชิงชิว เป็นเซียนดินมาเนิ่นนาน ย่อมจะรอบรู้กว้างขวางอยู่บ้าง

กฎธรรมเนียมบนสวรรค์นั้น ไม่มีการให้เจ้าบ่าวมารับเจ้าสาว ตามประเพณีที่กระทำสืบต่อกันมา จะให้พี่ชายคนโตรับหน้าที่นี้แทน

หมีกู่ครุ่นคิดไตร่ตรองดู ม่อเยวียนถือเป็นพี่ชายของเยี่ยหัว เมื่อเป็นเช่นนี้ การที่เทพเคารพของเผ่าปรากฏกายในขบวนแห่รับน้องสะใภ้ จึงนับว่าสมเหตุสมผลอยู่

ยามเทพเคารพเสด็จ จะต้องมีเทพเซียนระดับสูง แต่ต้องไม่สูงมากจนเกินไปคอยติดตามรับใช้ เมื่อดูจากการนี้ การที่ดาวเทพลิขิตชะตาผู้หาเลี้ยงชีพด้วยพู่กันและน้ำหมึกคอยลิขิตชะตาชีวิตของมนุษย์โลก เทพเซียนใต้สังกัดของมหาเทพอายุวัฒนะแห่งขั้วโลกใต้จะเฝ้าติดตามมาตลอดทาง ก็นับว่าสมเหตุสมผลเช่นกัน

ส่วนผู้ที่อยู่ข้างหน้าดาวเทพลิขิตชะตา เหลียนซ่งเสินจวิน โอรสคนที่สามผู้เป็นประดุจเทพมังกรเห็นหัวไม่เห็นหางอยู่ชั่วนาตาปีของเทียนจวิน เขาเป็นท่านอาสามของไท่จื่อเยี่ยหัว ถึงแม้ดูเหมือนงานนี้จะไม่มีกิจธุระของเขาก็จริง กระนั้นการที่เขาจะมาร่วมมุงดู ก็พอจะได้อยู่ดอก

หมีกู่ครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ จนสามารถหาเหตุผลได้ว่าเทพเซียนผู้ซึ่งปราณมงคลลอยตลบสามท่านนี้มาอยู่ในขบวนแห่ด้วยเหตุผลอันใด

แต่ทว่าผู้ที่อยู่ข้างกายของม่อเยวียน...มหาเทพตงหัวผู้ทรงอาภรณ์ม่วงเกศาขาวผู้นั้น...ซึ่งเล่าลือกันว่าปลีกตัวจากโลกหล้ามาแสนกว่าปี หากไม่ถึงคราวจำเป็นที่สุดจะไม่ยุรยาตรออกจากสวรรค์เก้าชั้นฟ้าโดยง่ายดาย และปรากฏกายแต่เพียงในภาพเขียนหรือในงานเลี้ยงที่ใหญ่โตอลังการยิ่งบนสวรรค์เก้าชั้นฟ้านานๆ ครั้งเท่านั้น เพื่อให้เทพเซียนรุ่นหลังได้น้อมระลึกถึง เหตุไฉนจึงปรากฏกายในขบวนแห่รับเจ้าสาวนี้ด้วยเล่า?

หมีกู่เค้นสมองคิดจนสุดปัญญา ก็ยังคิดไม่ออกว่าเป็นด้วยสาเหตุใด

 

เนื่องจากคั่นกลางด้วยทะเลสู่กำเนิดซึ่งเกลียวคลื่นสีมรกตซัดซ่า แม้หมีกู่จะสายตาดีเท่าไร ก็มิอาจมองเห็นชัดเจนมากไปกว่านี้

 

ขบวนแห่เป็นๆ เคลื่อนขบวนท่ามกลางปราณมงคลลอยตลบนับพันสายจนบรรลุถึงริมอ่าวจันทร์เสี้ยว แล้วกลับมิได้มีทีท่าว่าจะข้ามทะเลมาในทันที ทว่าหยุดยั้งลงที่ริมทะเล บรรดาเทพเซียนน้อยท้ายขบวนเคลื่อนตามมาสมทบอย่างเป็นระเบียบ ตระเตรียมโต๊ะเก้าอี้สำหรับนั่งจิบชาและถ้วยชากาน้ำชา ให้เทพเคารพทุกท่านได้พักผ่อนสักครู่

 

ทะเลสู่กำเนิดสีฟ้าครามลมสงบแผ่วพัดผ่าน ดอกพิรุณกาลที่ขึ้นล้อมครึ่งฟากฝั่งทะเลไขว่คว้ากลิ่นอายสุดท้ายแห่งปลายวสันต์ไว้ได้ ค่อยๆ ผลิดอกตูมสีเขียวหม่นอย่างแช่มช้า

เหลียนซ่งจวิน...องค์ชายสามแห่งสวรรค์เก้าชั้นฟ้า ท่านอาสามของเจ้าบ่าวกุมฝาถ้วยชาอย่างเบื่อหน่าย ขยับปัดไอร้อนที่ลอยกรุ่นของน้ำชา กล่าวลอยๆ กับดาวเทพลิขิตชะตาที่ยืนอยู่ข้างๆ อย่างชวนคุยว่า

“ก่อนจะออกเดินทางมา เปิ่นจวินได้ยินว่า เดิมทีชิงชิวมีเจ้าหญิงอยู่สองนาง นอกจากป๋ายเฉี่ยนที่กำลังจะแต่งกับเยี่ยหัวผู้นี้แล้ว ดูเหมือนจะยังมีรุ่นเยาว์กว่าอีกหนึ่งนาง?”

ตัวเทพชะตานั้น แม้ว่าศักดิ์ฐานะจะต่ำต้อยด้อยกว่ามหาเทพตงหัวตั้งไม่รู้เท่าไร แต่ก็มีบุญได้รับขนานนามร่วมกับมหาเทพตงหัวว่าเป็นสองสารานุกรมเดินได้แห่งสวรรค์เก้าชั้นฟ้า เพียงแต่...มหาเทพตงหัวคือสารานุกรมคัมภีร์พระธรรมเดินได้ ส่วนเทพชะตาคือสารานุกรมเรื่องเล่านินทาเดินได้ โดยขึ้นชื่อลือเลื่องในด้านรอบรู้เรื่องราวลับเร้นของบรรพบุรุษสามรุ่นของชาวบ้านชาวช่องที่มิได้เกี่ยวข้องกับตนอย่างกระจ่างแจ้ง

 

สารานุกรมเรื่องเล่านินทาเดินได้ต้องทนอึดอัดกับบรรยากาศเคร่งขรึมของขบวนแห่เจ้าสาวยาวสิบหลี่ขบวนนี้มาตลอดช่วงเช้า ยามนี้ ในที่สุดก็ได้โอกาสเอ่ยปากเสียที แม้ในใจจะอดใจรอไม่ไหวแล้ว สีหน้าท่าทีก็ยังคงปั้นแต่งแสดงออกอย่างสุขุม ยกมือขึ้นประสานคารวะ ทำตามธรรมเนียมเต็มพิธีการ ค่อยกล่าวแช่มช้าว่า

“ที่ฝ่าบาทสามกล่าวมาหาผิดไม่ ชิงชิวมีเจ้าหญิงอยู่สองนางจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ องค์หญิงรุ่นเยาว์ผู้นั้น คือรุ่นหลานเพียงผู้เดียวของตระกูลป๋าย กล่าวกันว่าคือเลือดผสมระหว่างจิ้งจอกขาวและจิ้งจอกแดง คือจิ้งจอกแดงเก้าหางเพียงตนเดียวในสี่ทะเลแปดดินแดน มีนามว่าองค์หญิงเฟิ่งจิ่วพ่ะย่ะค่ะ เผ่าสวรรค์มีห้าทิศาห้ากษัตริย์ แคว้นชิงชิวก็มีห้าดินแดนห้ากษัตริย์เช่นกัน เนื่องจากป๋ายเฉี่ยนซ่างเสินจะแต่งเข้าสู่เผ่าสวรรค์ในไม่ช้าไม่นาน ตั้งแต่เมื่อสองร้อยปีก่อน นางจึงได้มอบตำแหน่งกษัตรีย์ของนางที่ชิงชิวให้ฝ่าบาทเฟิ่งจิ่วสืบทอด ตอนที่สืบทอดตำแหน่ง องค์หญิงน้อยท่านนั้นเพิ่งจะอายุเพียงสามหมื่นสองพันปีเท่านั้น และมหาเทพป๋ายจื่อยังประสงค์จะให้นางสืบทอดแคว้นชิงชิวอีกด้วย อายุยังน้อยก็มีศักดิ์ตำแหน่งสูงส่งกุมอำนาจยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ แต่...ก็น่าประหลาดอยู่บ้างพ่ะย่ะค่ะ”

เทพธิดาน้อยเข้ามารินเติมน้ำชาให้ เทพชะตาหยุดพูด ฉวยจังหวะช่วงที่ไอน้ำชากรุ่นลอยขึ้น ทำทีคล้ายกับเหลือบมองผ่านม่านไอร้อนสลัวรางไปทางมหาเทพตงหัวซึ่งนั่งนิ่งเงียบใช้ฝาถ้วยชาปาดผิวน้ำชาเบาๆ อยู่ด้านข้าง

เหลียนซ่งดูจะถูกกระตุ้นจนนึกสนใจยิ่ง นั่งเอนกายในเก้าอี้หิน ยกมือขึ้นเชิญ ดวงตาทอประกายยิ้มละไม

“เจ้าพูดต่อเถิด”

เทพชะตาพยักหน้า นิ่งคิดอยู่ชั่วแล่น ค่อยกล่าวต่อว่า

“ความจริงเสี่ยวเซียนรู้จักฝ่าบาทเฟิ่งจิ่วมานานแล้วพ่ะย่ะค่ะ ยามนั้นฝ่าบาทเฟิ่งจิ่วเพิ่งจะอายุเพียงสองหมื่นกว่าปี ติดตามอยู่ข้างกายท่านมหาเทพป๋ายจื่อ เนื่องจากเป็นหลานสาวเพียงคนเดียว จึงได้รับความรักใคร่เอ็นดูเป็นอย่างสูง นิสัยจึงพลอยบ่มเพาะจนร่าเริงซุกซน จับปลาชนไก่ไม่ต้องเอ่ยถึง ทั้งยังชอบแกล้งคนเล่นอีกด้วย กระทั่งเสี่ยวเซียนเองก็เคยถูกแกล้งมา ๒-๓ ครั้ง กระนั้น...” หยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย “เมื่อสองร้อยปีก่อนฝ่าบาทเฟิ่งจิ่วได้ลงไปโลกมนุษย์หนึ่งครั้ง ครั้งนั้นลงไปนานถึงหลายสิบปี หลังจากกลับมาไม่ทราบเพราะเหตุใด อุปนิสัยของนางสุขุมเยือกเย็นขึ้นมาก ฟังว่าวันที่กลับมาจากโลกมนุษย์ ฝ่าบาทเฟิ่งจิ่วสวมชุดไว้ทุกข์ทั้งชุด ล่วงเลยมาสองร้อยกว่าปี เห็นว่านางเองก็เติบใหญ่แล้ว เนื่องจากเลี้ยงอบรมนางในฐานะรัชทายาท คาดว่าคงกังวลว่าจะไม่มีผู้คอยช่วยเหลือผลักดันอยู่เช่นกัน ร้อยปีมานี้ท่านมหาเทพป๋ายจื่อจึงทำการเลือกเฟ้นเขยขวัญให้นางเป็นหลายคน แต่นางกลับ...”

เหลียนซ่งถามว่า “นางกลับอะไรรึ?”

เทพชะตาส่ายหน้า สายตาเหลือบมองไปทางมหาเทพตงหัวที่ด้านข้างเหมือนไม่ได้ตั้งใจอีกครั้ง กล่าวด้วยรอยยิ้มที่แผ่ไปไม่ถึงดวงตาว่า

“ก็ไม่มีอะไรดอกพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่นางยืนกรานว่านางแต่งงานแล้ว แม้สวามีจะสิ้นไปแล้ว กระนั้นนางก็ไม่อาจสมรสใหม่ได้อีก ทั้งยังได้ยินว่าสองร้อยกว่าปีมานี้ นางไม่เคยปลดจานฮัวขาว[2]บนผมลงมาแม้แต่วันเดียว และไม่เคยถอดชุดไว้ทุกข์แม้เพียงชั่วขณะเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ”

เหลียนซ่งเอามือเท้าคางวางศอกบนที่เท้าแขนเก้าอี้หิน เอ่ยว่า

“ได้ฟังเจ้าพูดเช่นนี้ ข้าก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อเจ็ดสิบปีก่อนดูเหมือนจะเกิดเรื่องหนึ่งขึ้น ฟังว่าชางอี๋เสินจวิน[3]แห่งเขาจือเยว่ซานแต่งภรรยา ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับชิงชิวอยู่เล็กน้อย”

เทพชะตานิ่งขบคิด ทำท่าจะกล่าวตอบ ม่อเยวียนซ่างเสินซึ่งนั่งเงียบงันอยู่ด้านข้างมาได้พักใหญ่กลับเป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้นเสียก่อน น้ำเสียงราบเรียบเฉยชา

“ก็แค่...ป๋ายจื่อให้เฟิ่งจิ่วแต่งงานกับชาง...”

เทพชะตาช่วยกล่าวเตือนอยู่ข้างๆ “ชางอี๋พ่ะย่ะค่ะ”

ม่อเยวียนกล่าวต่อ “แต่งงานกับชางอี๋ จับเฟิ่งจิ่วมัดเอาขึ้นเกี้ยว เฟิ่งจิ่วไม่ค่อยยินดีนัก คืนนั้นจึงได้รื้อทำลายตำหนักเทพบนเขาจือเยว่หลังนั้นเสียเท่านั้นเอง”

คำ “เท่านั้นเอง” ของม่อเยวียนกล่าวอย่างราบเรียบไร้ความสำคัญยิ่ง เทพชะตากลับฟังแล้วอกสั่นขวัญแขวนยิ่ง เรื่องราวช่วงนี้ตัวเขายังไม่ทราบจริงแท้ และเห็นว่าควรจะกล่าวต่อคำ หลังจากขบคิดร้อยพันตลบ กลับหลุดออกมาได้เพียงถ้อยคำลากยาวว่า

“หาาา...”

เหลียนซ่งกุมพัดคลี่ยิ้ม ยืดกายนั่งตรงอย่างสำรวม กล่าวกับม่อเยวียนว่า

“ท่านว่าเช่นนี้ก็ใช่แล้วละ ข้าจำได้ว่าเคยมีใครสักคนบอกข้าว่า ดูเหมือนปีนั้นท่านจะเป็นผู้จัดพิธีสมรส เล่าลือกันว่าชางอี๋เสินจวินกลับมีใจชอบพออย่างจริงใจต่อภรรยาที่ยังมิได้เข้าพิธีวิวาห์ ผู้ซึ่งจัดการรื้อทำลายตำหนักเทพอันสร้างด้วยมือมนุษย์ของเขาเป็นเสี่ยงๆ ผู้นี้ จนบัดนี้ภายในตำหนักเทพที่สร้างขึ้นใหม่ยังแขวนภาพเหมือนของเฟิ่งจิ่วไว้หลายภาพเสียด้วยซ้ำ เฝ้ามองของคะนึงถึงคนอยู่ทุกวี่วัน”

ม่อเยวียนไม่ได้เอ่ยอะไรอีก เทพชะตากลับถอนหายใจเบาๆ

“แต่ชอบหรือไม่ชอบเป็นเรื่องหนึ่ง รับมาได้หรือไม่กลับเป็นอีกเรื่อง เสี่ยวเซียนยังได้ยินมาอีกด้วยว่า ฉินจีแห่งเขาจงหู[4]มีใจต่อป๋ายเจิน พี่สี่ของป๋ายเฉี่ยนซ่างเสิน แต่...จะมีขวัญสักกี่ดวงหาญกล้าไปแย่งตัวเขากับเจ๋อเหยียนซ๋างเสินเล่า”

สายลมพลิ้วพัดผ่าน ดอกพิรุณกาลโยกไหวมิได้หยุด เทพเคารพ ๒-๓ ท่านนี้กล่าวนินทาผู้อื่นลับหลังด้วยสีหน้ากิริยาเคร่งขรึมสำรวมจบความ ก็ต่างคนต่างกลับไปนั่งที่ ที่พักผ่อนหลับตาก็พักผ่อนหลับตา ที่ดื่มน้ำชาก็ดื่มน้ำชา ที่ทัศนาทิวทัศน์ก็ทัศนาทิวทัศน์ บรรดาเทพเซียนน้อยซึ่งติดตามรับใช้กลับสุดจะสามารถรักษาท่าทีสุขุมเยือกเย็นเอาไว้ได้ ได้ฟังเรื่องลับถึงเพียงนี้ แต่ละคนต่างตื่นเต้นคึกคักจนหน้าแดงก่ำไปถึงหู ทว่ามิกล้าบุ่มบ่ามทำการใด ได้แต่พากันส่งสายตาสื่อความในใจ ชั่วขณะนั้นริมทะเลสู่กำเนิดล้วนปรากฏแต่สายตาเร่าร้อนรัญจวนทั้งสิ้น

เทพเซียนน้อยผู้หนึ่งส่งน้ำชาถ้วยหนึ่งให้เทพชะตาได้ดื่มดับกระหายอย่างรู้ใจ ดาวเทพลิขิตชะตาใช้ฝาถ้วยปาดใบชาอ่อนเล็กๆ สองใบบนผิวน้ำชาออก สายตากวาดอ้อมผ่านหลายโค้งแล้วเลี้ยวมายังมหาเทพตงหัวอีกครั้ง ขมวดคิ้วบางๆ ท่าทางครุ่นคิด

เหลียนซ่งหมุนถ้วยชาพลางเอ่ยยิ้มๆ

“เทพชะตา วันนี้ตาเจ้าเป็นตะคริวหรือ ไฉนเอาแต่มองไปที่ตงหัวเล่า?”

มหาเทพตงหัวซึ่งนั่งห่างออกไปประมาณสองจ้างวางถ้วยน้ำชาลง เหลือบสายตาขึ้นเล็กน้อย เทพชะตาวางหน้าไม่ถูก หัวเราะแก้เกี้ยวสองคำทำท่าจะเอ่ยปากแถแก้ตัว เสียง “ซ่า” พลันดังขึ้น ทะเลเบื้องหน้าม้วนตัวเป็นเกลียวคลื่นยักษ์กะทันหัน

เกลียวคลื่นสูงสิบจ้างได้แยกตัวออก ภายใต้แสงอรุณอันเจิดจ้า เบื้องหน้าอ่าวจันทร์เสี้ยวได้ปรากฏหญิงงามในชุดเสื้อกระโปรงสีขาวขึ้นหนึ่งนาง

บนท่อนแขนขาวผ่องของหญิงงามพันแพผมยาวสลวยดำขลับ บนเรือนผมประดับจานฮัวขาวดอกหนึ่ง ดูเหมือนเนื้อผ้าจะป้องกันน้ำได้ ด้วยบนกายนางไม่ปรากฏหยดน้ำแปดเปื้อนแม้เพียงหยดเดียว ทั้งยังพลิ้วสะบัดไหวดั่งร่ายรำตามแรงลมแห่งรุ่งอรุณ ทว่าเรือนผมดำขลับกลับเปียกชุ่ม ลูกผมบนหน้าผากเปียกลีบแนบสนิทบนแก้มนวล ให้ความรู้สึกเย็นเฉียบ กระนั้นดวงตากลับวาดโค้งทอประกายอบอุ่น ทอดมองด้วยสายตาคล้ายจะยิ้มไปยังดาวเทพลิขิตชะตาผู้ซึ่งเมื่อครู่ก่อนกล่าวถ้อยคำนินทาอย่างคึกคักยิ่ง

เทพชะตารีบร้อนลนลานคว้าถ้วยน้ำชาขึ้นมาบังใบหน้าไว้ครึ่งซีก เหลียนซ่งส่งพัดในมือไปให้อีกฝ่าย “หน้าเจ้าใหญ่เกินไป ถ้วยชาบังไม่มิด ใช้นี่ดีกว่า”

เทพชะตาทำหน้าอมทุกข์ ทำท่าจะคุกเข่าลง ฝืนฉีกยิ้มปั้นยากที่ดูทุกข์ทรมานแสนสาหัส

“ไม่ทราบว่าฝ่าบาทเฟิ่งจิ่วว่ายน้ำเล่นอยู่ที่นี่ เมื่อครู่นี้เสี่ยวเซียนบุ่มบ่ามล่วงเกิน ขอฝ่าบาทเห็นแก่ที่เสี่ยวเซียนกับฝ่าบาทรู้จักกันมานาน โปรดอภัยด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”

ม่อเยวียนมองดูเฟิ่งจิ่ว “เจ้าซ่อนตัวอยู่ใต้ทะเลสู่กำเนิด ทำอะไรรึ?”

เฟิ่งจิ่วในชุดเสื้อขาวกระโปรงขาวยืนอยู่เหนือผิวน้ำสงบนิ่ง กล่าวด้วยกิริยาสำรวม

“ฝึกฝนร่างกาย”

ม่อเยวียนกล่าวยิ้มๆ “เช่นนั้นที่เจ้าขึ้นมาคิดจะทำอะไรงั้นรึ? เพื่อให้เทพชะตาตกใจโดยเฉพาะ?”

เฟิ่งจิ่วนิ่งเว้นจังหวะ แล้วหันไปกล่าวกับเทพชะตาซึ่งคุกเข่าอยู่กับพื้นด้วยสีหน้าทุกข์ทรมาน

“เมื่อครู่นี้เจ้าบอกว่า ฉินจีอะไรบนเขาจงหูนั่น ชอบเสี่ยวซู[5]ของข้าจริงๆ หรือ?”

“......”

 

 

 

 

<>::<>::<>::<>::<>::<>



[1]往生海 雨泽山

[2]簪花 (zan hua) ดอกไม้ประดับผม

[3]沧夷 织越山

[4]秦姬 钟壶山

[5] เสี่ยวซู (小叔) อาผู้ชายคนเล็ก

หลินโหม่ว เข้าร่วมเมื่อ 10 พ.ค. 2557, 15:32

3 ความคิดเห็น